เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป(KB Financial Group) ระบุ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีทั้งความเสี่ยงและความเชื่อมโยงสูงกับ 'ทุนธรรมชาติ' ได้แก่ กลุ่มวัสดุ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มอุตสาหกรรม โดยประเมินว่าความเสื่อมโทรมของที่ดิน แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ อาจกลายเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจและความเสี่ยงต่อพอร์ตการเงินได้ในระยะยาว
เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป เผยแพร่รายงาน 'KB Financial Group Nature-related Financial Disclosures 2025 – เชื่อมโยงธรรมชาติกับการเงิน' พร้อมระบุว่าจะ "สะท้อนความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติเข้าสู่การตัดสินใจทางการเงินอย่างเป็นระบบ" ตามการรายงานของสำนักข่าว Yonhap นับเป็นก้าวต่อไปของกลุ่มการเงินเกาหลีใต้ในการผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ากับการบริหารความเสี่ยงจริง ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงประกาศ
คำว่า 'ทุนธรรมชาติ' หมายถึงสินทรัพย์ธรรมชาติที่เป็นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ การที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับทุนธรรมชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวโยงโดยตรงกับการบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อและสินทรัพย์ลงทุนด้วย
ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติอาจส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบ การดำเนินงานของโรงงาน ต้นทุนด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยเหล่านี้กระทบโครงสร้างต้นทุนและแนวโน้มรายได้ของบริษัท ก็อาจกลายเป็นภาระต่อพอร์ตสินเชื่อและการลงทุนของสถาบันการเงินตามไปด้วย
ในรายงานฉบับนี้ เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป จัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่มี 'ความเสี่ยงด้านทุนธรรมชาติ' และ 'ระดับการเปิดรับความเสี่ยง (Exposure)' สูงพร้อมกันไว้เป็นกลุ่มที่ต้องบริหารจัดการเป็นลำดับแรก โดย Exposure คือดัชนีที่สะท้อนว่าสถาบันการเงินมีความเกี่ยวข้องหรือเปิดรับความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมหรือสินทรัพย์ใดมากน้อยเพียงใด
กลุ่มวัสดุ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกลุ่มอุตสาหกรรม ถูกระบุว่าเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติสูงและมีสัดส่วนการเปิดรับความเสี่ยงของสถาบันการเงินสูงไปพร้อมกัน ยิ่งสัดส่วนสินเชื่อและการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากเท่าใด สถาบันการเงินก็ยิ่งต้องติดตามความเสี่ยงด้านเครดิตและความเสี่ยงตลาดที่อาจเกิดจากความเสื่อมโทรมของทุนธรรมชาติควบคู่กันไปมากขึ้นเท่านั้น
เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป ระบุว่า "จะเสริมความแข็งแกร่งของระบบบริหารความเสี่ยงด้านทุนธรรมชาติในพอร์ตการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านการติดตามอุตสาหกรรมหลักทั้ง 3 กลุ่มอย่างสม่ำเสมอ" สะท้อนแนวทางที่ต้องการให้การเปิดเผยข้อมูลด้านทุนธรรมชาติไม่ใช่แค่รายงานเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นหนึ่งในรายการที่ต้องตรวจสอบจริงในการบริหารพอร์ตการเงิน
รายงานยังระบุแนวทางเชื่อมโยง 'การเงินเชิงสร้างสรรค์' (Productive Finance) และ 'การเงินเพื่อการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม' (Inclusive Finance) เข้ากับการบริหารทุนธรรมชาติด้วย โดยเคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป ระบุว่า "จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนผ่านการเงินเชิงสร้างสรรค์"
เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป ยังเน้นย้ำว่า "จะขยายบทบาทของภาคการเงิน เพื่อให้กลุ่มเยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติได้ ผ่านการเงินเพื่อการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการบริหารทุนธรรมชาติของกลุ่มไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดการความเสี่ยงในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ แต่ขยายไปถึงการเงินสำหรับชุมชนและธุรกิจขนาดเล็กด้วย
ด้านตัวเลขผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อม เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป เปิดเผยว่า ณ สิ้นปีที่ผ่านมา กลุ่มบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้าน ESG ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ทั้งผลิตภัณฑ์ การลงทุน และสินเชื่อ รวมมูลค่าราว 20.8 ล้านล้านวอน
เคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป ตั้งเป้าขยายวงเงินผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้าน ESG ในหมวดสิ่งแวดล้อมให้เพิ่มเป็น 25 ล้านล้านวอนภายในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขและกรอบเวลาเดียวที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานฉบับนี้ ทั้งนี้ ต้องรอติดตามว่าเคบีไฟแนนเชียล กรุ๊ป จะเดินหน้าผนวกวาระทุนธรรมชาติเข้ากับการบริหารพอร์ตการเงินจริงได้มากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0