ผู้ใช้งานตลาดพยากรณ์ (Prediction Market) อย่าง Polymarket มากถึง 71% ขาดทุนสุทธิจากการเทรด ขณะที่กลุ่มนักเทรดระดับท็อป 0.1% กวาดกำไรรวมไปถึง 74% ของกำไรทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน
CryptoRank บริษัทข้อมูลตลาดคริปโต เปิดเผยผลวิเคราะห์ผลตอบแทนของนักเทรดบน Polymarket ตั้งแต่ปี 2022 ถึง 2025 เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) โดยพบว่าในกลุ่มนักเทรดที่ถูกวิเคราะห์ 71% ขาดทุนสุทธิ ส่วนอีก 28% มีกำไรสุทธิ
การกระจายตัวของกำไรเข้มข้นกว่าฝั่งขาดทุนมาก นักเทรดระดับท็อป 1% กวาดกำไรรวมไปราว 95% ของกำไรทั้งหมดตลอด 3 ปี และในจำนวนนี้ กลุ่มท็อป 0.1% กินสัดส่วนกำไรไปถึง 74% สะท้อนว่านักเทรดส่วนใหญ่ทำหน้าที่เสมือน 'ผู้ป้อนทุน' ให้กับคนกลุ่มน้อยเท่านั้น
งานวิจัยแยกอีกชิ้นที่ศึกษาตลาดพยากรณ์ในภาพรวมก็ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน โดยวิเคราะห์ปริมาณการเทรดมูลค่าราว 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ พบว่าบัญชี 69-70% ขาดทุน ขณะที่นักเทรดกลุ่มบนกวาดกำไรไป 76.5-84%
Bloomberg รายงานผลวิเคราะห์แยกอีกชิ้นว่า นักเทรดรายย่อยในระบบนิเวศของ Polymarket ขาดทุนรวมกันถึง 131 ล้านดอลลาร์ ผลวิเคราะห์ทั้งสามชิ้นซึ่งใช้วิธีการต่างกัน ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันคืออัตราขาดทุนสูงและกำไรกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มน้อย
ตลาดพยากรณ์คือตลาดที่ให้ผู้เข้าร่วมเดิมพันกับเหตุการณ์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลการเลือกตั้ง ผลการแข่งขันกีฬา หรือตัวเลขเศรษฐกิจ ผู้เข้าร่วมจะวางเงินไว้กับผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ และเมื่อผลจริงออกมา ฝ่ายที่ทายถูกจะได้รับเงินจากฝ่ายตรงข้าม โดย Polymarket และ Kalshi ถือเป็นสองแพลตฟอร์มหลักที่ได้รับการยอมรับว่าคาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำกว่าโพลสำรวจความคิดเห็น
มาร์เก็ตเมกเกอร์และบอทคือผู้กวาดกำไร
CryptoRank ระบุว่ามาร์เก็ตเมกเกอร์ (Market Maker) และบอทเทรดอัตโนมัติคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์หลัก ไม่ใช่เพราะพวกเขาคาดการณ์ผลการเลือกตั้งหรือเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้แม่นยำกว่า แต่เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากกลไกตลาดได้ดีกว่า
มาร์เก็ตเมกเกอร์ทำกำไรจากส่วนต่างราคา (สเปรด) ด้วยการตั้งคำสั่งซื้อขายทั้งสองด้านพร้อมกัน ขณะที่บอทอัตโนมัติจะจับจังหวะที่นักเทรดรายย่อยตั้งราคาผิดพลาดในระดับมิลลิวินาทีแล้วเข้าทำกำไร นอกจากนี้ นักเทรดที่เข้าตลาดตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่กระแสความสนใจของสาธารณะจะมาถึง ก็มีโอกาสได้ราคาที่ได้เปรียบกว่า ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมโครงสร้างการขาดทุนของรายย่อย
คดีกำกับดูแลเรื่องความได้เปรียบด้านข้อมูล
ประเด็นข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของตลาดพยากรณ์เคยกลายเป็นกรณีศึกษาด้านการกำกับดูแลมาแล้ว โดย Kalshi รายงานการเทรดของ Santos ต่อ CFTC (หน่วยงานกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐฯ) และดำเนินมาตรการภายในของตนเอง ทั้งการคืนเงิน 35,069 ดอลลาร์ และการเรียกเก็บค่าปรับ ส่วน Santos เองก็ถูก CFTC สั่งห้ามเทรดในตลาดพยากรณ์เป็นเวลา 3 ปี
ทาเร็ค มานซอร์(Tarek Mansour) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kalshi เคยระบุว่าระบบของบริษัทตรวจพบความผิดปกติในการเทรดของ Santos ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะตามมาด้วยการสอบสวนภายในและเบาะแสจากผู้ใช้งาน กรณีนี้ยังคงถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่าผู้ที่มีความได้เปรียบด้านข้อมูลและเทคโนโลยีสามารถทำกำไรในตลาดพยากรณ์ได้อย่างไร
โครงสร้างการขาดทุนที่คล้ายกับตลาดการเงินดั้งเดิม
อัตราการขาดทุนในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในตลาดการเงินดั้งเดิม หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปกำหนดให้แพลตฟอร์มสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) ต้องเปิดเผยข้อมูลว่านักเทรดรายย่อย 70-80% ขาดทุนจากการเทรด การวิเคราะห์ครั้งนี้จึงตอกย้ำอีกครั้งว่าตลาดพยากรณ์ ซึ่งชูภาพลักษณ์เป็นรูปแบบการซื้อขายใหม่ กลับมีการกระจายตัวของผลขาดทุนที่คล้ายคลึงกับตลาดการเงินดั้งเดิม
Polymarket และ Kalshi ได้รับการยอมรับมาตลอดว่าเป็นแพลตฟอร์มที่คาดการณ์ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ได้แม่นยำ โดยก่อนหน้านี้ Polymarket เคยเป็นที่จับตาจากตลาดเดิมพันเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์ครั้งนี้ชี้ให้เห็นแยกต่างหากจากความแม่นยำของตลาดว่า สุดท้ายแล้วกำไรที่แท้จริงตกไปอยู่กับใคร
ในโครงสร้างที่กลุ่มท็อป 0.1% กวาดกำไรไป 74% ขณะที่นักเทรด 71% ขาดทุน ผลวิเคราะห์นี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างแนวคิด 'การทำให้การค้นพบข้อมูลเป็นประชาธิปไตย' ที่ตลาดพยากรณ์เคยชูเป็นจุดขาย กับความเป็นจริงของการกระจายผลกำไรที่เกิดขึ้น
ความคิดเห็น 0