สแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์(Stanley Druckenmiller) เดวิด เทปเปอร์(David Tepper) และปีเตอร์ ธีล(Peter Thiel) นักลงทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังของสหรัฐ 3 คน ต่างเพิ่มสัดส่วนถือครองหุ้นอเมซอน(AMZN)และอัลฟาเบท(GOOGL)ในไตรมาส 2 พร้อมกัน โดยจุดร่วมคือเลือกลงทุนในบริษัทโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ แทนที่จะเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์หรือซอฟต์แวร์ AI
ตามเอกสารรายงาน 13F ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ข้อมูลการถือครองดังกล่าวมีผลนับถึงวันที่ 30 มิถุนายน และทยอยเปิดเผยต่อสาธารณะในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ 13F คือรายงานที่นักลงทุนสถาบันในสหรัฐต้องยื่นต่อ SEC เพื่อเปิดเผยการถือครองหุ้นจดทะเบียน ณ วันสิ้นไตรมาส
ดูเควสน์ แฟมิลี ออฟฟิศ(Duquesne Family Office) ซึ่งบริหารโดยสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ เข้าซื้อหุ้นอัลฟาเบทเป็นครั้งแรกในไตรมาส 2 จำนวนประมาณ 336,300 หุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์(Berkshire Hathaway)ของวอร์เรน บัฟเฟตต์(Warren Buffett)ก็เพิ่มการถือครองหุ้นอัลฟาเบทในไตรมาสเดียวกัน
Odaily รายงานว่าก่อนหน้านี้ดูเควสน์ แฟมิลี ออฟฟิศขายหุ้นอินเทล(INTC)และไมครอน เทคโนโลยี(MU)ออกทั้งหมด แล้วเข้าลงทุนใหม่ในบริษัทขุดบิตคอยน์ 4 แห่ง โดยไม่ได้เปิดเผยขนาดการซื้อขายหรือชื่อบริษัทขุดที่ลงทุน แต่ทิศทางการโยกเงินจากหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ไปสู่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานและเหมืองขุดนี้ สอดคล้องกับการเข้าซื้อหุ้นอัลฟาเบทครั้งใหม่เช่นกัน
ธีล แมโคร(Thiel Macro) ที่บริหารโดยปีเตอร์ ธีล เปิดสถานะใหม่ในหุ้นอเมซอนมูลค่าประมาณ 118 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของพอร์ตทั้งหมดที่มีมูลค่าประมาณ 419 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในบรรดาหุ้นที่เปิดเผยไว้ในรายงาน นักวิเคราะห์มองว่าการเข้าซื้อครั้งนี้ผิดปกติ เนื่องจากธีล แมโครแทบไม่เปิดสถานะหุ้นใหม่มาหลายไตรมาสแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันธีล แมโครยังเปิดเผยการเข้าถือหุ้นใหม่ในวิสตา เอเนอร์จี(Vista Energy)บริษัทน้ำมันเชลของอาร์เจนตินา ซึ่งหลังการเปิดเผยราคาหุ้นวิสตา เอเนอร์จีปรับขึ้น 5.4% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดสหรัฐ
ขณะที่แอปพาลูซา แมเนจเมนท์(Appaloosa Management) ของเดวิด เทปเปอร์ ไม่ได้เปิดสถานะใหม่ แต่เลือกเพิ่มการถือครองหุ้นอเมซอนที่มีอยู่เดิมขึ้นเป็นสองเท่า ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นอเมซอนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 900 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของพอร์ตทั้งหมด
บลูมเบิร์ก(Bloomberg)รายงานว่าก่อนหน้านี้แอปพาลูซาทำผลตอบแทนรวมได้ถึง 32% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จากการลงทุนในหุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ อาทิ ไมครอน เทคโนโลยี ซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์(005930) และเอสเค ไฮนิกซ์(000660) กล่าวได้ว่ากองทุนที่เคยทำกำไรจากแรลลี่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ ได้ย้ายน้ำหนักการลงทุนมาสู่บริษัทโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในไตรมาส 2
เบื้องหลังที่ทำให้นักลงทุนทั้งสามเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คือผลประกอบการของ AWS ธุรกิจคลาวด์ของอเมซอน โดยรายได้ AWS ในไตรมาส 2 เติบโต 37% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และมียอดงานค้างส่งมอบ (backlog) สูงถึง 4.96 แสนล้านดอลลาร์ Crypto Briefing รายงานเรื่องนี้เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่าความต้องการคลาวด์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้เพียงแค่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่กำลังเร่งตัวขึ้น
การที่ทั้งสามคนเลือกหลีกเลี่ยงหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และซอฟต์แวร์ AI แล้วนำเงินไปกระจุกตัวที่ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ถูกตีความว่าน้ำหนักการลงทุนด้าน AI กำลังเคลื่อนจากชั้นการพัฒนาชิปไปสู่ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน หมายความว่าการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแอปพลิเคชัน AI เริ่มได้รับการยืนยันก่อนส่วนอื่น
อย่างไรก็ตาม รายงาน 13F เป็นเพียงภาพสถานะการถือครอง ณ วันสิ้นไตรมาสเท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันว่าสถานะการลงทุนเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่หลังวันที่ 30 มิถุนายน และรายงานฉบับนี้ก็ไม่ครอบคลุมสถานะขาย (short) ออปชัน หรือสินทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
รายงาน 13F ฉบับถัดไปจะอ้างอิงข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 3 คือวันที่ 30 กันยายน และตามกฎระเบียบต้องยื่นภายใน 45 วันหลังจากวันดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ทราบอีกครั้งว่านักลงทุนทั้งสามยังคงสถานะการลงทุนเดิมไว้หรือไม่
ความคิดเห็น 0