Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

DOJ สอบปมนั่งบอร์ดซ้อนของ Andreessen Horowitz

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) กำลังสอบสวนกรณีพาร์ตเนอร์ของ Andreessen Horowitz (a16z) นั่งเป็นกรรมการบริษัทในพอร์ตการลงทุนซ้อนกันหลายแห่ง จนทำให้แนวปฏิบัติที่ทำกันมานานในวงการเวนเจอร์แคปิตอลถูกจับตามอง

TechCrunch รายงานเมื่อวันที่ 19 (ตามเวลาเกาหลีใต้) ว่าการสอบสวนของ DOJ กำลังโฟกัสไปที่การที่ Andreessen Horowitz มีตัวแทนนั่งในบอร์ดของทั้ง Databricks และ Fivetran โดยการสอบสวนดำเนินมาแล้วประมาณ 1 ปี ขณะที่ Databricks ถูกประเมินมูลค่ากิจการไว้ที่ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.27 ล้านล้านบาท)

ประเด็นที่ถูกตรวจสอบคือการที่พาร์ตเนอร์ของ Andreessen Horowitz นั่งเป็นกรรมการในบอร์ดของสองบริษัทที่อาจถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกัน โดยเบน โฮโรวิตซ์ (Ben Horowitz) ผู้ร่วมก่อตั้ง Andreessen Horowitz นั่งในบอร์ดของ Databricks ส่วนมาร์ติน คาซาโด (Martin Casado) พาร์ตเนอร์ของ Andreessen Horowitz นั่งในบอร์ดของ Fivetran

Databricks เป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทผลิตภัณฑ์ข้อมูลบนคลาวด์ แต่ผ่านทาง Lakeflow บริษัทได้ขยายธุรกิจเข้าสู่พื้นที่ไปป์ไลน์ข้อมูล AI และตัวเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถือเป็นธุรกิจหลักของ Fivetran

Fivetran ได้ควบรวมกิจการกับ dbt Labs เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อธุรกิจของทั้งสองบริษัทในตลาดการรวมข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลใกล้เคียงกันมากขึ้น การที่บุคลากรจากบริษัทลงทุนเดียวกันนั่งอยู่ในบอร์ดทั้งสองฝั่งจึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตา

TechCrunch ระบุว่านักลงทุนเวนเจอร์แคปิตอลหลายรายรู้สึกประหลาดใจกับข่าวการสอบสวนครั้งนี้ นักลงทุนรายหนึ่งของ Databricks ระบุว่าในช่วงที่ Andreessen Horowitz เข้าลงทุนในทั้งสองบริษัท Databricks และ Fivetran ยังไม่ได้อยู่ในสถานะคู่แข่งกัน

วงการเวนเจอร์แคปิตอลอธิบายว่าสตาร์ตอัปมักปรับทิศทางและขยายธุรกิจอยู่เสมอ เมื่อบริษัทลงทุนรายใหญ่เข้าลงทุนในบริษัทนับร้อยแห่ง ความสัมพันธ์เชิงแข่งขันจึงอาจเกิดขึ้นในภายหลังได้ภายในพอร์ตการลงทุนเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ที่นั่งในบอร์ดบริหารแตกต่างจากการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะกรรมการสามารถเข้าถึงข้อมูลกลยุทธ์และข้อมูลด้านธุรกิจของบริษัทได้ ดังนั้นเมื่อบุคลากรจากบริษัทลงทุนเดียวกันนั่งในบอร์ดของบริษัทที่มีแนวโน้มแข่งขันกันพร้อมกัน คำถามจึงอยู่ที่ว่ากลไกป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลทำงานได้จริงหรือไม่

นักลงทุนรายหนึ่งมองว่าแม้ทั้งสองคนจะสังกัดบริษัทเดียวกันแต่เป็นคนละบุคคล จึงสามารถสร้าง “กำแพงจีน” (Chinese Wall) เพื่อป้องกันการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในได้ ในทางกลับกัน ก็มีมุมมองว่าการลาออกจากบอร์ดใดบอร์ดหนึ่งอาจเป็นวิธีคลี่คลายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ตรงจุดกว่า

ฐานทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือมาตรา 8 ของกฎหมาย Clayton Act โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐเคยระบุไว้ในเอกสารปี 2023 ว่ามาตรานี้ห้ามการนั่งเป็นกรรมการบริษัทคู่แข่งพร้อมกัน ยกเว้นในบางกรณีที่ได้รับการยกเว้น

คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐ (FTC) ได้ปรับเกณฑ์การบังคับใช้มาตรา 8 ของ Clayton Act ในปี 2026 โดยกำหนดเกณฑ์ขนาดบริษัทและรายได้ที่เข้าข่ายแข่งขันกัน แม้กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่มีมานาน แต่กรณีที่นำมาบังคับใช้โดยตรงกับวงการเวนเจอร์แคปิตอลเช่นนี้ยังถือว่าพบได้ไม่บ่อยนัก

Andreessen Horowitz เป็นเวนเจอร์แคปิตอลรายใหญ่ที่ลงทุนอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงสตาร์ตอัปด้านคริปโตและโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้วย สำนักข่าวของเราเคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า DOJ กำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในบอร์ดบริหารของ Andreessen Horowitz

Axios รายงานว่า DOJ ไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธการสอบสวนครั้งนี้ ขณะที่ Andreessen Horowitz ไม่ตอบคำขอความคิดเห็นจากทั้ง TechCrunch และ Axios ส่วน Databricks และ DOJ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับ TechCrunch

การสอบสวนครั้งนี้กำลังขยายเป็นประเด็นที่ตั้งคำถามว่าเวนเจอร์แคปิตอลควรบริหารจัดการการนั่งในบอร์ดบริหารอย่างไร เมื่อธุรกิจของบริษัทในพอร์ตการลงทุนเกิดการทับซ้อนกันภายหลังการลงทุน โดยยังไม่มีการยืนยันต่อสาธารณะว่ามีการละเมิดกฎเกิดขึ้นจริงหรือมีการเรียกร้องให้ลาออกจากบอร์ดหรือไม่

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1