ยิ่งบริษัทใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทนแรงงานมากเท่าไร ต้นทุนของบริษัทก็ยิ่งลดลง แต่การบริโภคที่หายไปจากพนักงานที่ถูกเลิกจ้างอาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งตลาดได้ งานวิจัยเชิงทฤษฎีชิ้นล่าสุดชี้ให้เห็นโครงสร้างนี้ โดยระบุว่าการนำ AI มาใช้งานอัตโนมัติเป็น 'ทางเลือกที่สมเหตุสมผล' สำหรับแต่ละบริษัท แต่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอาจนำไปสู่การใช้ระบบอัตโนมัติ 'เกินควร' ในภาพรวมของสังคม
แบรตต์ เฮเมนเวย์ ฟอล์ก(Brett Hemenway Falk) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย(University of Pennsylvania) และเกอร์รี ซูคาลาส(Gerry Tsoukalas) ศาสตราจารย์จากโรงเรียนธุรกิจเควสตรอม มหาวิทยาลัยบอสตัน(Boston University Questrom School of Business) นำเสนอโครงสร้างดังกล่าวไว้ในงานวิจัยชื่อ 'The AI Layoff Trap' โดยเผยแพร่บน arXiv หมายเลข 2603.20617 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) และมีการเผยแพร่ฉบับปรับปรุงอีกครั้งในเดือนมิถุนายน
ใจกลางของงานวิจัยคือแนวคิด 'ผลกระทบภายนอกด้านอุปสงค์' เมื่อบริษัทหนึ่งใช้ AI แทนตำแหน่งงาน ต้นทุนค่าจ้างที่ประหยัดได้จะตกเป็นของบริษัทนั้นเพียงผู้เดียว แต่กำลังซื้อที่หายไปจากพนักงานที่ถูกเลิกจ้างกลับกระจายผลกระทบไปยังบริษัทอื่น ๆ ในตลาดเดียวกันแทน
ทีมวิจัยสร้างแบบจำลองว่า หากตลาดหนึ่งมีบริษัทอยู่ N ราย ความสูญเสียด้านอุปสงค์ที่แต่ละบริษัทต้องแบกรับจะอยู่ที่เพียง 1/N เท่านั้น ยิ่งมีบริษัทแข่งขันกันมากเท่าไร ความสูญเสียที่แต่ละรายรู้สึกได้ก็ยิ่งน้อยลง ขณะที่หากต้นทุนการนำ AI มาใช้ต่ำลงเท่าไร แรงจูงใจในการทำงานอัตโนมัติก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
แบบจำลองนี้ไม่ได้พูดถึงว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือไม่ แต่โฟกัสไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเส้นทางที่รายได้จากแรงงานไหลกลับมาเป็นอุปสงค์การบริโภคอ่อนแอลง เป็นการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ชี้ว่า เมื่อต้นทุนที่เกิดจากการตัดสินใจของบริษัทหนึ่งไม่ได้ถูกสะท้อนอยู่ในการตัดสินใจของบริษัทนั้นอย่างครบถ้วน ดุลยภาพของตลาดโดยรวมก็อาจเคลื่อนไปในทิศทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ซูคาลาสให้สัมภาษณ์ว่า "ไม่ว่าเราจะทำอะไร หรือบริษัทอื่นจะทำอะไร กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" คำกล่าวนี้สะท้อนว่างานวิจัยอธิบายสถานการณ์นี้ในลักษณะ 'กลยุทธ์เด่น' ที่ผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมการแข่งขันเคลื่อนไปสู่ระบบอัตโนมัติพร้อมกัน
มหาวิทยาลัยบอสตันระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้เสนอเพียงแนวทางแก้ไขภายหลังจาก AI เข้ามาแทนที่แรงงานเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าแรงจูงใจในการแข่งขันที่ผลักดันให้เกิดระบบอัตโนมัติควรถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงเชิงนโยบายด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้เป็นแบบจำลองเชิงทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสมมติ ไม่ใช่งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่วัดข้อมูลตลาดแรงงานจริง
งานวิจัยเปรียบเทียบเครื่องมือเชิงนโยบายหลายรูปแบบ ทั้งรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income หรือ UBI) การฝึกอบรมทักษะใหม่ การให้พนักงานถือหุ้นในบริษัท ภาษีรายได้จากทุน และการเจรจาต่อรองระหว่างบริษัท ทีมวิจัยระบุว่า UBI และภาษีรายได้จากทุนอาจส่งผลต่อมาตรฐานการครองชีพหรือการกระจายรายได้ได้จริง แต่ไม่ได้เปลี่ยนแรงจูงใจส่วนเพิ่มที่ทำให้บริษัทตัดสินใจว่าจะนำงานตำแหน่งใดมาทำอัตโนมัติเพิ่มโดยตรง
การฝึกอบรมทักษะใหม่และการให้พนักงานถือหุ้นก็ถูกพูดถึงในฐานะเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำเช่นกัน แต่งานวิจัยชี้ว่าการฝึกอบรมทักษะใหม่จะขจัดผลกระทบภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อรายได้ของผู้ถูกเลิกจ้างถูกทดแทนได้เต็มจำนวนเท่านั้น ส่วนการให้พนักงานถือหุ้นก็ยังไม่สามารถดูดซับความสูญเสียด้านอุปสงค์ได้ทั้งหมดภายในแบบจำลอง
สิ่งที่ทีมวิจัยเสนอว่าเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุดในแบบจำลองคือ 'ภาษีระบบอัตโนมัติแบบพิกู' ภาษีพิกูคือภาษีที่เก็บเพื่อสะท้อนต้นทุนที่การตัดสินใจของผู้เล่นทางเศรษฐกิจรายหนึ่งสร้างขึ้นต่อสังคมโดยรวมให้กลับเข้ามาอยู่ในราคา
งานวิจัยระบุว่า หากเก็บภาษีการทำงานอัตโนมัติในสัดส่วนที่เท่ากับความสูญเสียด้านอุปสงค์ที่บริษัทไม่ได้แบกรับเอง ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างการตัดสินใจของบริษัทแต่ละแห่งกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมได้ พร้อมเสนอว่ารายได้จากภาษีนี้สามารถออกแบบให้นำไปใช้ในการฝึกอบรมทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มอัตราการทดแทนรายได้ให้กับผู้ตกงานได้ด้วย
งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนว่าการถกเถียงเรื่อง AI กับการจ้างงานกำลังขยายขอบเขตออกไปไกลกว่าประเด็นตำแหน่งงานหายไปธรรมดา ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์ระดับมหภาคกับผลกำไรของบริษัท นอกเหนือจากผลด้านผลิตภาพของ AI แล้ว คำถามที่ว่ารายได้จากค่าจ้างที่ลดลงจะสั่นคลอนฐานการบริโภคได้หรือไม่ ก็กลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ในเกาหลีใต้เองก็มีการนำเสนอกลยุทธ์ที่ผูกโยงศูนย์ข้อมูล AI เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติเข้าเป็นแกนหลักของอุตสาหกรรม ทำให้คำถามที่ว่าการลงทุน AI ที่ขยายตัวจะส่งผลอย่างไรต่อตลาดแรงงานและฐานการบริโภคยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบแยกต่างหากต่อไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้วัดขนาดการเลิกจ้างจริงของบริษัทหรืออุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะ จึงยังไม่อาจเชื่อมโยงไปสู่ผลกระทบต่อตลาดในประเทศได้โดยตรง
ผู้เขียนงานวิจัยโฟกัสไปที่ปัญหาแรงจูงใจที่อาจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทต่าง ๆ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันท่ามกลางการแข่งขัน มากกว่าตัว AI เอง ดังนั้นการสรุปแบบเหมารวมว่า 'AI กำลังทำลายเศรษฐกิจโลก' จึงถือเป็นการตีความที่เกินขอบเขตของงานวิจัยชิ้นนี้ไป
ความคิดเห็น 0