ทีเอส อินเวสต์เมนท์ (TS Investment) เติบโตขึ้นเป็นบริษัทเวนเจอร์แคปปิตอลที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management หรือ AUM) ประมาณ 1,400,000 ล้านวอน และกำลังขยายช่องทางถอนทุนด้วยการควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition หรือ M&A) รวมถึงการลงทุนแบบเซคันดารี (Secondary Investment) มากขึ้น สะท้อนทิศทางที่บริษัทหลุดพ้นจากโครงสร้างการถอนทุนที่พึ่งพาการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) เพียงอย่างเดียว และหันไปกระจายเครื่องมือการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดให้หลากหลายขึ้น
ทีเอส อินเวสต์เมนท์ เปิดเผยแผนยกระดับมูลค่าองค์กรเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ว่าจะขยาย AUM ให้มากกว่า 1,600,000 ล้านวอนภายในปี 2028 และยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้สูงกว่า 10% โดย AUM ปัจจุบันที่บริษัทเปิดเผยอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 ล้านวอน และยอดสะสมกองทุนที่จัดตั้งรวมอยู่ที่ 1,584,100 ล้านวอน
ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ M&A เริ่มเห็นผลชัดเจนก่อน ทีเอส อินเวสต์เมนท์ ลงทุนใน พรีดไลฟ์ (Preedlife) ปีละ 12,000 ล้านวอนในปี 2017 และปี 2020 รวม 24,000 ล้านวอน และเก็บเกี่ยวผลตอบแทน 80,000 ล้านวอนจากการขายหุ้นเดิมและเงินปันผลระหว่างกระบวนการขายกิจการของ อุงจิน กรุ๊ป (Woongjin Group) คิดเป็นมากกว่า 3 เท่าของเงินลงทุนตั้งต้น
ทีเซน (Teazen) ผู้ผลิตชาและคอมบูชา ก็ถูกยกเป็นกรณีตัวอย่างสำคัญเช่นกัน ทีเอส อินเวสต์เมนท์ เข้าซื้อกิจการทีเซนร่วมกับ ธนาคารไอบีเค (IBK Industrial Bank of Korea) ในปี 2018 ก่อนขายหุ้นให้ วีไอจี พาร์ทเนอร์ส (VIG Partners) ในปี 2022 มูลค่าบริษัทที่อยู่ราว 30,000 ล้านวอนช่วงเข้าลงทุน เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100,000 ล้านวอนช่วงขายกิจการ และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนรวมเงินปันผลอยู่ที่ราว 3.7 เท่า
บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2008 ในฐานะบริษัทปรับโครงสร้างองค์กร (CRC) ก่อนเติบโตด้วยธุรกิจ M&A ของบริษัทขนาดกลางและเล็กรวมถึงสตาร์ตอัป และเข้าจดทะเบียนในตลาดคอสแดค (KOSDAQ) เมื่อปี 2016 หลังจดทะเบียน บริษัทดำเนินธุรกิจควบคู่กันทั้งการลงทุนเวนเจอร์และไบเอาต์
พอร์ตการลงทุนด้านเวนเจอร์ของทีเอส อินเวสต์เมนท์ ก็กว้างขวางไม่แพ้กัน บริษัทลงทุนใน ดูนามู (Dunamu), คราฟตัน (Krafton), แฟสต์ไฟฟ์ (FastFive), ริดิ (RIDI), ซิลิคอนทู (Silicon2) และ เอพริลไบโอ (AprilBio) โดยการลงทุนในซิลิคอนทูสร้างผลตอบแทนมากกว่า 6 เท่าของเงินลงทุน
เครื่องมือการลงทุนของบริษัทยังขยายไปถึงกองทุนเซคันดารี โดยในปี 2023 บริษัทจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน TS 15 สเกลอัป มูลค่า 110,000 ล้านวอน ก่อนเพิ่มกองทุนพร็อพเทค มูลค่า 15,500 ล้านวอน และกองทุนเทคโนโลยีใหม่ด้านวัฒนธรรม มูลค่า 39,700 ล้านวอน เมื่อปีที่แล้ว พร้อมจัดตั้งกองทุนเซคันดารี TS 17 มูลค่า 123,000 ล้านวอน ซึ่งเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนเวนเจอร์เดิม
การลงทุนแบบเซคันดารีคือการที่นักลงทุนรายใหม่เข้าซื้อหุ้นบริษัทหรือหุ้นกองทุนที่นักลงทุนเดิมถืออยู่ เมื่อตลาด IPO ชะลอตัวหรือใช้เวลานานกว่าจะเข้าจดทะเบียน วิธีนี้จะกลายเป็นช่องทางถอนทุนระหว่างทางให้นักลงทุนเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้นักลงทุนรายใหม่เข้าถึงบริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโตได้
หน้าที่การลงทุนในช่วงเริ่มต้นถูกมอบหมายให้บริษัทย่อยอย่าง นิวพาราไดม์ อินเวสต์เมนท์ (New Paradigm Investment) โดยทีเอส อินเวสต์เมนท์ ลงทุน 3,000 ล้านวอนเข้าซื้ออำนาจบริหารของนิวพาราไดม์ในปี 2019 และในปี 2024 นิวพาราไดม์ลงทุนในสตาร์ตอัป 14 แห่ง รวมมูลค่า 6,000 ล้านวอน
โครงสร้างการบริหารก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน อีดงฮยอน (Lee Dong-hyun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอส อินเวสต์เมนท์ เข้ารับตำแหน่งซีอีโอหลังการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจาก คิมอุง (Kim Woong) ผู้ก่อตั้งบริษัทถอนตัวจากตำแหน่งซีอีโอ ทำให้บริษัทเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบบริหารแบบมืออาชีพ ขณะที่ ฮวางจองฮยอน (Hwang Jung-hyun) ประธานฝ่ายลงทุน M&A ดูแลงานด้าน M&A และไบเอาต์
โจทย์ต่อไปคือระบบบริหารจัดการที่ต้องรองรับขนาดสินทรัพย์ที่ขยายตัวขึ้น สำนักข่าว อาเซียเอคอนอมี (Asia Economy) รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะว่า บริษัทมีนักวิเคราะห์การลงทุนมืออาชีพ 16 คน ขณะที่ต้องบริหารกองทุนรวม 15 กองทุน ทำให้ภาระทั้งด้านการหาดีลใหม่และการดูแลหลังการลงทุนเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน
แผนยกระดับมูลค่าผู้ถือหุ้นถูกดำเนินการควบคู่กันไป โดยทีเอส อินเวสต์เมนท์ ระบุในแผนยกระดับมูลค่าองค์กรว่าจะซื้อหุ้นคืนมูลค่าอย่างน้อย 1,500 ล้านวอนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และตั้งเป้าอัตราคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า 25% ภายในปี 2028 ทั้งนี้บริษัทระบุในแผนฉบับเดียวกันว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลคาดการณ์ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพตลาดและสภาพแวดล้อมการบริหารธุรกิจ
ในแวดวงเวนเจอร์แคปปิตอลมองว่าการกระจายช่องทางถอนทุนเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดผลการบริหารกองทุน โดยทั่วไปการถอนทุนผ่าน IPO มักได้รับผลกระทบจากสภาพตลาดและกำหนดการตรวจสอบเพื่อเข้าจดทะเบียนอย่างมาก ขณะที่ M&A และเซคันดารีเปิดช่องทางถอนทุนที่ค่อนข้างต่างออกไป อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งการหาคู่สัญญา การประเมินมูลค่าบริษัทที่แม่นยำ และความสามารถในการดูแลหลังการลงทุนไปพร้อมกัน
เป้าหมายปี 2028 ที่ทีเอส อินเวสต์เมนท์ วางไว้ คือ AUM มากกว่า 1,600,000 ล้านวอน ROE มากกว่า 10% และอัตราคืนผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากกว่า 25% โดยบริษัทระบุในแผนยกระดับมูลค่าองค์กรว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลคาดการณ์ ส่วนผลลัพธ์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการจัดตั้งกองทุนในอนาคต ผลการถอนทุน และสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ความคิดเห็น 0