สแตรทีจี(Strategy·MSTR) ระดมทุน 2,006.5 ล้านดอลลาร์ จากการขายหุ้นสามัญ ขณะที่บิตไมน์(BitMine·BMNR) เพิ่มปริมาณถือครองอีเธอเรียม(ETH) เป็น 5,847,611 เหรียญ ทั้งสองบริษัทให้น้ำหนักกับการบริหารสภาพคล่องและโครงสร้างสินทรัพย์มากกว่าการซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเพียงอย่างเดียว
สแตรทีจีเปิดเผยผ่านแบบฟอร์ม 8-K ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่า ระหว่างวันที่ 17-23 สิงหาคม บริษัทขายหุ้นสามัญ MSTR ไปทั้งสิ้น 18,261,118 หุ้น ส่วนปริมาณบิตคอยน์(BTC) ที่ถือครองไม่มีการซื้อขายเพิ่มในช่วงเดียวกัน โดยยังคงอยู่ที่ 840,447 BTC
เงินที่ได้จากการขายหุ้นส่วนหนึ่งจำนวน 136.4 ล้านดอลลาร์ ถูกนำไปซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ STRC ขณะที่อีก 300 ล้านดอลลาร์ ถูกจัดสรรเข้ากองทุนสำรองดอลลาร์ที่ชื่อว่า USD Reserve
ประเด็นหลักของการเปิดเผยครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อ BTC เพิ่ม แต่เป็นการปรับโครงสร้างสินทรัพย์สภาพคล่อง สแตรทีจีอธิบายว่า USD Cash ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ เป็น 'กองทุนสภาพคล่อง' ที่สามารถนำไปใช้ซื้อ BTC จ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ จ่ายดอกเบี้ย ซื้อคืนหุ้น MSTR หรือหุ้นบุริมสิทธิ รวมถึงชำระคืนหุ้นกู้แปลงสภาพ
ณ วันที่ 23 สิงหาคม USD Reserve อยู่ที่ 5,100 ล้านดอลลาร์ และ USD Cash อยู่ที่ 1,590 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าเงินที่ได้จากการออกหุ้นสามัญไม่ได้ถูกนำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลทันที แต่กระจายไปยังเงินสำรองและการบริหารโครงสร้างทุนแทน
ด้านบิตไมน์เปิดเผยว่า ณ เวลา 03.00 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม ตามเวลาประเทศเกาหลีใต้ บริษัทถือครองอีเธอเรียมอยู่ที่ 5,847,611 ETH คิดเป็น 4.8% ของอุปทานรวม ETH ทั้งหมดที่บริษัทระบุไว้ที่ 120.7 ล้านเหรียญ
ปริมาณ ETH ที่บิตไมน์ซื้อเพิ่มในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 32,447 ETH ขณะที่มูลค่ารวมของสินทรัพย์ดิจิทัล เงินสด หลักทรัพย์ และสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่น ๆ ที่บริษัทเปิดเผยอยู่ที่ 14,900 ล้านดอลลาร์
สินทรัพย์ที่บิตไมน์ถือครองประกอบด้วยบิตคอยน์(BTC) 210 เหรียญ เงินสดและหลักทรัพย์มูลค่า 308 ล้านดอลลาร์ หุ้นใน Beast Industries มูลค่า 180 ล้านดอลลาร์ และหุ้นใน Eightco มูลค่า 89 ล้านดอลลาร์ ส่วนปริมาณ ETH ที่นำไป staking อยู่ที่ 5,067,309 เหรียญ หรือคิดเป็น 87% ของ ETH ทั้งหมดที่บริษัทถือครอง
ทอม ลี(Thomas “Tom” Lee) ประธานบิตไมน์(BitMine) กล่าวในแถลงการณ์ของบริษัทว่า “สัปดาห์ที่ผ่านมาเราซื้อเพิ่ม 32,447 ETH” คำกล่าวนี้สอดคล้องกับคำอธิบายของบริษัทที่ว่า บิตไมน์ดำเนินกลยุทธ์ทรีเชอรี ETH ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2025
บริษัททรีเชอรี หมายถึงบริษัทมหาชนที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง BTC หรือ ETH เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน โดยระดมทุนผ่านเงินสด การออกหุ้น หรือการออกหุ้นกู้ ในช่วงแรกหลายบริษัทเลือกแปลงเงินสดบางส่วนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ระยะหลังโครงสร้างขยายไปสู่การผสมผสานระหว่างการออกหุ้นสามัญ หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นบุริมสิทธิ และเงินสำรองดอลลาร์
บริษัททรีเชอรีบิตคอยน์ หมายถึงบริษัทมหาชนที่ถือครองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองหลักในงบการเงิน โดยสแตรทีจีถูกจัดว่าเป็น 'บริษัทมหาชนที่ถือครอง BTC มากที่สุด' ในกลุ่มนี้ และหุ้น MSTR ก็ถูกตีความว่าเป็นช่องทางลงทุนทางอ้อมในบิตคอยน์มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ของสแตรทีจีมีทิศทางต่างจากการสะสม BTC แบบเดิม เพราะบริษัทคงปริมาณ BTC ไว้เท่าเดิม แต่หันมาให้ความสำคัญกับกองทุนเงินสดและการซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิแทน ทำให้ตลาดอาจตีความการออกหุ้นครั้งนี้ได้สองทาง ทั้งในแง่การเสริมสภาพคล่องและความกังวลเรื่องการเจือจางมูลค่าหุ้น
ขณะที่บิตไมน์แสดงให้เห็นโมเดลที่เน้นการสะสม ETH และการนำไป staking เป็นหลัก เมื่อเทียบกับตัวเลขถือครองที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ การประกาศครั้งนี้มีจุดเด่นตรงที่นำเสนอทั้งสัดส่วน staking และโครงสร้างสินทรัพย์รวม ไม่ใช่แค่ตัวเลขปริมาณถือครองเพียงอย่างเดียว
จุดร่วมของทั้งสองบริษัทคือการให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ทางการเงิน ส่วนความต่างอยู่ที่สแตรทีจีเลือกคงปริมาณ BTC ไว้พร้อมปรับเงินสำรองดอลลาร์และหุ้นบุริมสิทธิ ขณะที่บิตไมน์เลือกขยายทั้งปริมาณ ETH ที่ถือครองและปริมาณที่นำไป staking
ปฏิกิริยาจากชุมชนออนไลน์มีทั้งสองด้าน สำหรับ MSTR มีทั้งความเห็นที่มองว่าการเสริมสินทรัพย์สภาพคล่องช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และความกังวลเรื่องการเจือจางหุ้นจากการออกหุ้นสามัญเพิ่ม ส่วน BMNR ก็มีความเห็นระมัดระวังว่าเป้าหมายถือครอง ETH ให้ได้ 5% ของอุปทานทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าราคาจะปรับตัวขึ้นเสมอไป
ตัวเลขของทั้งสองบริษัทอ้างอิงจากการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ถือครองกับราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป และความผันผวนของราคาสินทรัพย์ดิจิทัลยังอาจส่งผลต่องบการเงินและการประเมินมูลค่าของตลาดต่อไปในอนาคต
ความคิดเห็น 0