ก่อนหน้าการบังคับใช้ ‘นโยบายภาษีศุลกากรใหม่’ ของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 ตลาดคริปโตนำโดยบิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการต่างแสดงความกังวลว่านโยบายที่แข็งกร้าวของทรัมป์อาจส่งแรงกระเทือนต่อระเบียบการค้าระหว่างประเทศ กระตุ้นภาวะเงินเฟ้อแบบยืดเยื้อ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งส่งผลกดดันต่อราคาของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี
เมื่อวันที่ 2 ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์เตรียมเผยแผนภาษีศุลกากรแบบเท่ากัน หรือ ‘ภาษีสะท้อน’ (mirror tariff) ซึ่งจะปรับภาษีนำเข้าของสหรัฐให้สอดคล้องกับระดับภาษีของประเทศคู่ค้า โดยเป้าหมายหลัก คือ จีนและสหภาพยุโรป(EU) โดยมีรายงานว่าอัตราภาษีที่อาจถูกเรียกเก็บสูงสุดถึง 60% กับสินค้าประเภทชิ้นส่วนยานยนต์และวัตถุดิบระดับกลาง การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้หลายประเทศเตรียมมาตรการตอบโต้ เพิ่มความเสี่ยงต่อสงครามการค้าระดับโลก และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในวงกว้าง
ด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนมากหันไปยัง ‘ทองคำ’ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้กองทุน ETF ทองคำมีเงินทุนไหลเข้าในปริมาณมาก ขณะเดียวกัน บิตคอยน์และสินทรัพย์คริปโตอื่นเริ่มเผชิญแรงขายท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลดัชนีราคาการบริโภคส่วนบุคคล(PCE) ของสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) อาจยังคงเดินหน้ากับนโยบายการเงินแบบตึงตัวต่อไป
แม้จะมีแรงกดดันดังกล่าว การลงทุนใน ETF คริปโตกลับยังคงมีทิศทางที่แข็งแกร่ง โดยการไหลเข้าของเงินทุนสู่ ETF คริปโตในช่วง 9 วันทำการล่าสุดยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของ ‘นักลงทุนสถาบัน’ ที่ยังเข้าซื้ออย่างระมัดระวัง ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม มีเงินทุนไหลเข้าสู่กองทุนรวมคริปโตรวม 226 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,300 ล้านบาท) โดยในนั้นบิตคอยน์ได้รับส่วนแบ่งสูงสุดถึง 195 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,900 ล้านบาท) ขณะเดียวกันสกุลเงินอื่นอย่าง อีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL), ริปเปิล(XRP) และสวี(SUI) ต่างมีเงินทุนไหลเข้าในช่วง 4-14 ล้านดอลลาร์แต่ละรายการ แสดงให้เห็นถึงความพยายามฟื้นตัวของตลาดอัลท์คอยน์
ในอีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมเหมืองบิตคอยน์กำลังเผชิญความท้าทายใหม่ แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ พลังประมวลผลของเครือข่ายบิตคอยน์ (Hashrate) จะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 850 ล้าน TH/s ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของเครือข่าย แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการซัพพลายอุปกรณ์ก็กลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะภาษีนำเข้าที่สหรัฐเตรียมใช้กับอุปกรณ์เหมืองจีนให้สูงสุดถึง 27.6% เริ่มต้นปี 2025 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการในสหรัฐ ขณะนี้มีรายงานแล้วว่า บางบริษัทเริ่มเผชิญปัญหาการส่งมอบจาก Bitmain ที่ล่าช้า จนนำไปสู่ความติดขัดในการดำเนินงาน
ท่ามกลางสถานการณ์ไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น บริษัทเหมืองคริปโตในแคนาดา ‘Hut 8’ ได้ประกาศความร่วมมือกับเอริก ทรัมป์ และโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ในการก่อตั้ง ‘American Bitcoin Corp.’ โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นบริษัทเหมืองบิตคอยน์อิสระรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และขยายโมเดลธุรกิจให้ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการสินทรัพย์แบบเชิงกลยุทธ์อีกด้วย
ราคาบิตคอยน์ล่าสุดขยับขึ้น 1.8% เทียบกับเมื่อวาน อยู่ที่ระดับประมาณ 83,000 ดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าใน ETF และการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านเหมือง อย่างไรก็ดี ทิศทางในอนาคตยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายภาษีที่จะประกาศ และการตอบสนองของตลาด โดยเฉพาะ ‘ความต้องการจากนักลงทุนสถาบัน’ ที่เข้าซื้อ ETF และ ‘ศักยภาพในการปรับตัวของนักขุดเหมืองชาวอเมริกัน’ อาจกลายเป็นปัจจัยชี้นำสำคัญในระยะสั้นนี้
ความคิดเห็น 0