ราคาของอีเธอเรียม(ETH) ร่วงลงมากกว่า 20% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ชื่อดังหลายรายมองว่านี่อาจเป็น *โอกาสในการเข้าซื้อ* ที่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในนั้นคือ ‘ดร.โปรฟิต(Dr. Profit)’ เทรดเดอร์คริปโตที่มีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม X กว่า 400,000 คน เขาเปิดเผยว่าได้ใช้เงินสดบางส่วนเข้าซื้ออีเธอเรียมเมื่อราคาร่วงลงแตะระดับประมาณ 1,800 ดอลลาร์ โดยมองว่าระดับราคานี้คือ “ราคาที่เหมือนของขวัญในระยะยาว” ขณะเดียวกัน เขากล่าวว่า ใช้เพียง 10% ของเงินทุนลงทุนไปแล้ว ส่วนอีก 90% ยังคงรอจังหวะในกรณีที่ราคาปรับตัวลดลงเพิ่มเติม
“ผมซื้อเมื่อถนนเต็มไปด้วยเลือด และตอนนี้แหละคือช่วงเวลานั้น” ดร.โปรฟิตกล่าวพร้อมเน้นถึงกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ *ความกลัวสูงสุด* ซึ่งชวนให้นึกถึงคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์(Warren Buffett) ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว”
แม้ราคาอีเธอเรียมร่วงต่ำกว่าแนวรับที่เขาเคยระบุไว้ โดยหลุดจากระดับ 1,800 ดอลลาร์ และแตะระดับ 1,770 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา แต่เขายังคงเชื่อว่าระดับนี้คือแนวรับสำคัญที่เคยระบุไว้เมื่อหลายเดือนก่อน และปัจจุบัน ETH กำลังเข้าสู่สภาวะ *undervalued* หรือมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นในตลาดยังคงถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค โดยหนึ่งในนั้นคือมาตรการ *ภาษีการค้าของทรัมป์* ที่ประกาศต่อสินค้านำเข้าจากจีน ส่งผลให้รัฐบาลจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตราเฉลี่ย 34% ทำให้ตลาดเกิดภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเป็นวงกว้าง แนสแด็ก 100 ฟิวเจอร์สทรุดตัวกว่า 600 จุด และตลาดคริปโตก็ไม่สามารถต้านแรงขายได้เช่นกัน
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ออนเชนอย่างคริปโตควอนต์(CryptoQuant) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเผยว่า อีเธอเรียมอยู่ในสถานะแนวโน้ม ‘ไหลเข้า’ ซึ่งหมายความว่าปริมาณเหรียญที่ไหลเข้าสู่กระดานเทรดมากกว่าที่ถูกถอนออก โดยสัญญาณนี้บ่งชี้ว่า *แรงขายในระยะสั้น* อาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากนักลงทุนเตรียมขายเหรียญออกตลาด
คริปโตควอนต์ยังชี้ว่า ความ *ไม่คึกคักของกิจกรรมบนเครือข่ายอีเธอเรียม* และค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคา โดยหลังจาก ‘เดอะเมิร์จ(The Merge)’ เครือข่ายบันทึกอัตราการเผาเหรียญที่ต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา ขณะเดียวกัน การอัปเกรด ‘เดนคุน(Dencun)’ เมื่อปีที่แล้วก็ทำให้การออกเหรียญใหม่มากกว่าที่ถูกเผา นำไปสู่ *แรงกดดันทางอุปทาน*
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของ ‘*วาฬคริปโต*’ ก็เริ่มสะท้อนสัญญาณลบ โดยนักวิเคราะห์อย่างอาลี มาร์ติเนซ(Ali Martinez) ระบุว่า ปริมาณธุรกรรมขนาดใหญ่ลดลงถึง 64% ระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายมีนาคม ทั้งนี้ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการเทขาย ETH ออกสู่ตลาดมากถึง 760,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าราว 19,000 ล้านบาท ซึ่งอาจ *เพิ่มอุปทานและกดดันราคาต่อเนื่อง* ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเผชิญความกลัวจนมีแนวโน้มเข้าร่วมขายตาม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ราคาของอีเธอเรียมอาจเผชิญการปรับฐานรุนแรงขึ้นอีกในระยะสั้น โดยการตัดสินใจลงทุน ณ จุดนี้ ควรประเมินตาม *ความเสี่ยงที่รับได้และลักษณะการลงทุน* เฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ
ความคิดเห็น 0