อแมนดา ฟิชเชอร์(Amanda Fischer) อดีตหัวหน้าที่ปรึกษาและผู้อำนวยการด้านนโยบายของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในชุมชนคริปโต หลังออกมาเปรียบเทียบ ‘ลิควิดสเตกกิ้ง’ กับกรณีล่มสลายของลีแมนบราเธอร์สในปี 2008 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการเงินโลก
เมื่อวันที่ 11 ตามเวลาท้องถิ่น SEC ได้ออกเอกสารแสดงจุดยืนว่า ‘กิจกรรมลิควิดสเตกกิ้ง’ บางรูปแบบ *ไม่ถือเป็นการออกหลักทรัพย์* จึงไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ SEC นับเป็นการตีความที่แตกต่างออกไปจากแนวทางเดิมของหน่วยงาน และอาจเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโต
อย่างไรก็ดี ฟิชเชอร์ได้โพสต์ผ่านบัญชี X (ชื่อเดิม ทวิตเตอร์) ของตน วิจารณ์ว่าการยอมรับลิควิดสเตกกิ้งในลักษณะดังกล่าว เท่ากับเป็นการเพิกเฉยต่อความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเธอได้นำลิควิดสเตกกิ้งไปเทียบกับกลยุทธ์ *รีไฮโพเธเคชัน* (Rehypothecation) ที่ลีแมนบราเธอร์สนำมาใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ผ่านการนำทรัพย์สินของลูกค้ามาใช้เป็นหลักประกันผลักดันให้เกิดปริมาณธุรกรรมที่ล้นเกิน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยนำไปสู่วิกฤตการเงินในวงกว้าง
ฟิชเชอร์ระบุว่า “SEC กำลังให้ใบผ่านอีกครั้งแก่คริปโต หากอนุญาตให้มีการใช้กลไกเดียวกับที่ทำให้ลีแมนบราเธอร์สพังครืน โดยไม่มีทั้งการกำกับจาก SEC หรือธนาคารกลาง”
ความคิดเห็นของฟิชเชอร์อาจได้รับการสนับสนุนจากคนในวงการการเงินดั้งเดิม แต่ชุมชนคริปโตจำนวนไม่น้อยมองว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้ *ไม่เป็นธรรม* เพราะลิควิดสเตกกิ้งมีรากฐานมาจากการออกแบบระบบบล็อกเชนที่เน้นความโปร่งใสและการกระจายศูนย์ โดยเฉพาะในกรณีของ *อีเธอเรียม(ETH)* กลไกนี้ช่วยให้ผู้วางเงินค้ำประกันสามารถนำทรัพย์สินไปใช้ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น โดยไม่กระทบต่อกระบวนการตรวจสอบหรือความปลอดภัย รวมถึงการทำสัญญาแบบอัตโนมัติผ่านสมาร์ทคอนแทรกต์
ความชัดเจนล่าสุดจาก SEC ที่ไม่ถือว่าลิควิดสเตกกิ้งเป็นการออกหลักทรัพย์ อาจช่วยลดความกังวลในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตาม การถกเถียงด้านความเสี่ยงและแนวทางกำกับดูแลมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกระยะ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง *ความชัดเจนทางกฎหมาย* ที่ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมให้เดินหน้าต่ออย่างมั่นคง
ความคิดเห็น 0