บิตคอยน์(BTC) ยังคงแสดงแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายราย กลับมองแตกต่างออกไป โดยเตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการ ‘ปรับฐานครั้งใหญ่’ ที่ใกล้เข้ามา แม้มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 97,000~107,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4~1.5 ล้านบาท) แต่การฟื้นตัวครั้งนี้อาจเป็นเพียง ‘การดีดตัวชั่วคราว’ ก่อนตลาดจะเข้าสู่ขาลงในที่สุด
เมื่อวันที่ 24 ตลาดฝั่งเอเชียแสดงให้เห็นถึงแรงซื้อที่แข็งแกร่ง โดยราคาบิตคอยน์ปรับตัวขึ้นกว่า 1.1% นับเป็นการปิดบวกติดต่อกันถึง 5 วัน ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน โดยในระหว่างวัน ราคาทะลุแนวต้านช่วง 93,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงจับตาความเสี่ยงจาก ‘วิกฤตสภาพคล่อง’ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้
นักวิเคราะห์คริปโตที่ใช้ชื่อว่า ดร.โปรฟิท(Doctor Profit) ระบุว่า ราคาบิตคอยน์สามารถทะลุแนวต้านระยะสั้นที่เรียกว่า ‘ซิลเวอร์ไลน์’ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน โดยแนวต้านนี้เคยทำหน้าที่สกัดการฟื้นตัวของราคาถึง 5 ครั้งก่อนหน้านี้ เขาเชื่อว่าการทะลุระดับนี้ถือเป็น ‘สัญญาณบวกทางเทคนิค’ และสะท้อนว่าแรงขายระยะสั้นได้ถูกดูดซับไปเรียบร้อยแล้ว
โดยตั้งแต่สองเดือนก่อน ดร.โปรฟิทได้คาดการณ์ว่า บิตคอยน์จะปรับขึ้นมายังระดับเป้าหมายเดิมที่ 80,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.15 ล้านบาท) และจากนั้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อไปยังช่วง 97,000~107,000 ดอลลาร์ ซึ่งเขาเตรียมขายออกส่วนหนึ่งเมื่อถึงระดับดังกล่าว โดยตามข้อมูล เขาเริ่มเข้าเก็บตั้งแต่ระดับ 85,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.22 ล้านบาท)
ในขณะเดียวกัน เขาเริ่มตั้งสถานะ ‘ชอร์ตแบบกระจาย’ ในช่วง 97,000~107,000 ดอลลาร์ และยังคงถือชอร์ตเป้าหมายในโซน 115,000~125,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.66~1.80 ล้านบาท) ไว้เช่นเดิม ‘ความคิดเห็น’ ของเขาสะท้อนมุมมองเชิงรุกต่อความเป็นไปได้ของตลาดหมีในอนาคตอันใกล้
แม้จะยอมรับว่าระยะสั้นยังมีอัพไซด์ขึ้นต่อ ดร.โปรฟิทยังคงยึดมุมมอง ‘แนวโน้มหลักเป็นขาลง’ โดยเตือนว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวลงต่ำกว่า 70,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านบาท) ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า เขายกเหตุผลด้านเศรษฐกิจมหภาคมาเป็นหลัก โดยชี้ไปที่กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) เพิ่มปริมาณ ‘เรโป’ สูงถึง 106,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.3 ล้านล้านวอน) แก่กลุ่มธนาคารเมื่อวันแรกของปี ซึ่งบ่งชี้ถึง ‘ความผิดปกติ’ ในโครงสร้างสภาพคล่องทางการเงิน
เขากล่าวว่า ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงกฎเรโปในเดือนกันยายน 2025 ส่งผลให้ธนาคารเข้าถึงสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น แต่กลับต้องร้องขอเงินเรโปในปริมาณสูงเช่นนี้ อาจหมายถึงปัญหาเรื้อรังที่ซ่อนอยู่ในระบบการเงิน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยอย่าง ‘แรงขายของวงใน’, ‘แรงกดดันในภาคธนาคาร’ และ ‘ความตึงเครียดในตลาดโลหะเงิน’
ด้านนักวิเคราะห์อีกราย มิสเตอร์ วอลล์สตรีท(Mr Wall Street) ก็แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การปรับขึ้นในขณะนี้อาจเกิดจาก ‘แรงฟื้นเก็งกำไร’ บนความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองในเวเนซุเอลาที่เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั่วโลก เขาเชื่อว่าตลาดกำลังเร่งแต้มราคา(Price in) ความเสี่ยงเหล่านี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เขาเตือนว่า แม้จะมีแรงซื้อตอบรับในระยะสั้นเพื่อสร้าง ‘ภาพลวงตา’ ว่าตลาดกลับมาแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงยังคงอยู่ เขาแนะนำว่า นี่คือช่วงเวลาที่นักลงทุนควร ‘เตรียมกลยุทธ์ป้องกัน’ แทนที่จะเข้าซื้อในระดับราคาที่เข้าสู่โซนปลายขาขึ้นแล้ว
‘ความคิดเห็น’ จากทั้งสองนักวิเคราะห์ สะท้อนถึง ‘ความไม่ยั่งยืน’ ของการฟื้นตัวรอบล่าสุดของบิตคอยน์ และเตือนว่าการรับมือด้วยกลยุทธ์แบบตั้งรับ อาจปลอดภัยกว่าการไล่ตามซื้อในจังหวะแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงสร้างสภาพคล่องทางการเงินทั่วโลกยังไม่มั่นคง
*คำสำคัญ: บิตคอยน์(BTC), วิกฤตสภาพคล่อง, เรโป, ตลาดหมี, ซิลเวอร์ไลน์, แนวโน้มขาลง, Doctor Profit, Mr Wall Street*
ความคิดเห็น 0