ตลาดคริปโตเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางในวันที่ 6 โดยบิตคอยน์(BTC)ปรับตัวลดลง 2.3% ภายในวันเดียว ขณะที่อีเธอเรียม(ETH)ยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นต่อเนื่องด้วยการบวกกว่า 8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวที่สวนทางกันของสินทรัพย์คริปโตหลักครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำความพยายามของตลาดในการค้นหา *ทิศทางระยะสั้น* ท่ามกลางกระแสเงินไหลเข้าสู่ ETF และการถูกบังคับปิดโพซิชันแบบเลเวอเรจในระดับสูง
บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ราว 92,129 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.33 ล้านบาท ซึ่งแม้จะลดลงภายในวัน แต่ยังคงมีผลตอบแทนสัปดาห์ละ 4.4% ขณะเดียวกัน อีเธอเรียมยังทรงตัวบริเวณ 3,225 ดอลลาร์ (ราว 4.67 แสนบาท) พร้อมผลตอบแทนรายสัปดาห์ที่สูงถึง 8.6% ส่วนโซลานา(SOL)อยู่ที่ประมาณ 138 ดอลลาร์ โดยบวกขึ้นกว่า 11% ตลอดสัปดาห์เช่นกัน
นักวิเคราะห์จากแนสเซน(Nansen) ออเรลี บาร์แตร์(Aurelie Barthere) ระบุว่า หากบิตคอยน์สามารถรักษาระดับราคาในช่วงนี้ไว้ได้ พร้อมกับเกิด *ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น* อาจเป็นสัญญาณขาขึ้นอย่างแข็งแกร่ง “หากช่องว่างระหว่างคอลออปชันกับพุตออปชันเพิ่มกว้างขึ้น จะสะท้อนความเชื่อมั่นเชิงบวกมากขึ้นของตลาด” เธอกล่าว
ส่วนตลาด ETF ยังคงมีกระแสเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา บิตคอยน์ ETF แบบสปอตมีเงินไหลเข้าสุทธิถึง 697.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.09 หมื่นล้านบาท) และอีเธอเรียม ETF มีเงินไหลเข้า 168.1 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.43 พันล้านบาท) ในขณะที่รีเพิล(XRP) ETF และโซลานา ETF ที่เพิ่งออกใหม่ก็ไม่ได้น้อยหน้า โดยมีเงินลงทุนไหลเข้า 46.1 ล้านดอลลาร์ และ 16.2 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
แนวโน้มดังกล่าวยืนยันว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังถูกยอมรับมากขึ้นในฐานะ *สินทรัพย์ทางเลือก* สำหรับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน *ความคิดเห็น* การไหลเข้าของเงินทุนจากนักลงทุนมืออาชีพอาจเป็นแรงหนุนที่แข็งแกร่งสำหรับเสถียรภาพราคาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากการบังคับปิดโพซิชันเลเวอเรจในระดับสูง โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า ภายในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการชำระบัญชีรวมกว่า 512 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.4 พันล้านบาท) แยกเป็นฝั่งลอง 284.7 ล้านดอลลาร์ และฝั่งชอร์ต 227.4 ล้านดอลลาร์ โดยบิตคอยน์ถูกชำระบัญชีมากที่สุดที่ 147.1 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยอีเธอเรียมที่ 126.6 ล้านดอลลาร์ ส่วนโซลานาและรีเพิลก็มีมูลค่าการชำระบัญชีใกล้เคียงกันที่ราว 41 ล้านดอลลาร์
แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการผลักดันค่าความเสี่ยงที่มากเกินไปให้ออกจากระบบผ่าน *วงจรปรับฐานเลเวอเรจ* ซึ่งอาจช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป *ความคิดเห็น* แม้ระยะสั้นจะดูเป็นแรงกดดัน แต่ในภาพรวมถือเป็นสัญญาณการทำความสะอาดตลาดจากโพซิชันที่เปราะบาง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก CoinGecko แสดงให้เห็นว่ามูลค่าตลาดรวมของคริปโตลดลง 1.5% อยู่ที่ระดับ 3.25 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 4,696 ล้านล้านบาท) พร้อมปริมาณซื้อขายที่ 151 พันล้านดอลลาร์ ตอกย้ำว่า *ความระมัดระวังในการลงทุน* ของตลาดกำลังเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะการจับตาตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
บาร์แตร์มองว่า ตลาดได้สะท้อนความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยลงแล้วประมาณ 3 ครั้งในปี 2026 โดยลดครั้งละ 0.25% “หากตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าคาดหรือตัวเลขผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น จะยิ่งสนับสนุนตลาดคริปโตมากขึ้น เพราะจะกลายเป็นเหตุผลให้นโยบายการเงินผ่อนคลาย” เธอกล่าว
อีกหนึ่งปัจจัยที่อยู่บนเรดาร์ของนักลงทุน คือการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป ซึ่งบาร์แตร์เชื่อว่า หากชื่อของ เควิน แฮสเซตต์(Kevin Hassett) ได้รับการเสนอชื่อ จะถูกตีความเป็น *สัญญาณสายพิราบ* ที่ส่งผลเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0