มอร์แกน สแตนลีย์ยื่นเอกสารจดทะเบียน ‘มอร์แกน สแตนลีย์ อีเธอเรียม ทรัสต์’ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เมื่อวันที่ 6 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ตลาดคริปโตอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในการขยายผลิตภัณฑ์ลงทุนประเภทคริปโตที่ใช้ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ เป็นสินทรัพย์อ้างอิง ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสถาบันวอลล์สตรีทรายใหญ่ที่เริ่มก้าวข้ามจากบิตคอยน์(BTC) สู่คริปโตกลุ่มถัดไปอย่างเป็นรูปธรรม
ตามข้อมูลการยื่นแบบ S-1 ที่ถูกส่งไปยัง SEC ทรัสต์ดังกล่าวจดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์ และออกแบบมาเพื่อถือครองอีเธอเรียม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถรับผลตอบแทนตามการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาด โดยมีบริษัท มอร์แกน สแตนลีย์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ เป็นผู้บริหารจัดการ และ CSC เดลาแวร์ ทรัสต์ ทำหน้าที่เป็นผู้รับฝากสินทรัพย์ ทั้งนี้ โครงสร้างของทรัสต์ยังเปิดโอกาสต่อไปสำหรับการแปลงเป็นกองทุน ETF ที่สามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในอนาคต
*ในปัจจุบัน ตลาด ETF อ้างอิงอีเธอเรียมเติบโตแตะระดับ 20.06 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 748,000 ล้านบาท* ขณะที่ปริมาณการซื้อขายต่อวันอยู่ที่ 1.72 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 64,000 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าตลาดรวมของอีเธอเรียม แสดงให้เห็นถึงการไหลเข้าของเงินทุนจากภาคการเงินแบบดั้งเดิมในระดับที่น่าจับตามอง
ผลิตภัณฑ์ของแบล็คร็อกที่ใช้ชื่อว่า ‘ETHA’ ครองความเป็นผู้นำด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 11.58 พันล้านดอลลาร์ และมีปริมาณซื้อขายรายวันมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ ‘ETHE’ จากเกรย์สเกลกลับเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป ด้าน ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์ ‘FETH’ ของฟิเดลิตี้ กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
*ความคิดเห็น* นักวิเคราะห์ตลาดมองว่าประสิทธิภาพด้านค่าธรรมเนียมและสภาพคล่องกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน และมอร์แกน สแตนลีย์ควรพิจารณาแนวโน้มนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน
การยื่นขอจัดตั้งทรัสต์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ขั้นตอนตามกฎหมายธรรมดา แต่ยังถูกมองว่า *เป็นการวางหมากล่วงหน้าเพื่อการแปลงเป็น ETF* คล้ายกับแนวทางที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีของเกรย์สเกล และแวนเอค ก่อนหน้านี้ ขณะที่แบล็คร็อกและฟิเดลิตี้ก็สามารถออก ETF อ้างอิงอีเธอเรียมได้หลังผ่านการอนุมัติจาก SEC เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
นอกจากอีเธอเรียมแล้ว มอร์แกน สแตนลีย์ ยังได้ยื่นเอกสารสำหรับจัดตั้งทรัสต์ที่อิงกับบิตคอยน์ และ *โซลานา(SOL)* ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พร้อมเตรียมเปิดให้บริการซื้อขายคริปโตผ่านแพลตฟอร์ม E-TRADE โดยรองรับการเทรดทั้งบิตคอยน์ อีเธอเรียม และโซลานา การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงแผนการขยายธุรกิจในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บรรยากาศความเป็นมิตรของภาครัฐต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้มอร์แกน สแตนลีย์สามารถผลักดันการออกผลิตภัณฑ์ลงทุนในคริปโตได้อย่างคล่องตัว โดยบริษัทระบุว่า ทิศทางกฎระเบียบที่ผ่อนปรนขึ้นคือหนึ่งในปัจจัยหนุนหลัก
แม้ว่า ‘ทรัสต์’ จะยังไม่ได้เป็น ETF ที่สามารถซื้อขายในตลาดได้โดยตรง แต่ก็มีข้อดีที่ช่วยให้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันสามารถเข้าถึงการลงทุนในอีเธอเรียมได้สะดวกมากขึ้น ผ่านบัญชีกับบริษัทโบรกเกอร์ที่มีอยู่ โดยไม่ต้องจัดการกระเป๋าสตางค์คริปโตหรือการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง แม้จะไม่สามารถรับรางวัลจากการสเตกหรือเข้าร่วมกิจกรรมบนเชนได้เหมือนกับการถือครองคริปโตตรงก็ตาม
ในภาพรวม การยื่นตั้งทรัสต์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า *การเข้าร่วมของมอร์แกน สแตนลีย์ไม่จำเป็นต้องรอ ETF* ก็สามารถช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดคริปโต และสะท้อนถึงทิศทางที่บริษัทการเงินแบบดั้งเดิมเริ่มจริงจังกับอีเธอเรียมมากขึ้น ตลาดจึงคาดหวังว่าโครงสร้างของการลงทุนจะเปิดกว้างและหลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0