กระแสตลาดคริปโตในช่วงปีใหม่เริ่มมีสัญญาณของการเข้าสู่ *"ฤดูกาลของอัลท์คอยน์"* อีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่ความชัดเจนด้านกฎระเบียบในสหรัฐเริ่มเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ขณะที่ *‘บิตคอยน์(BTC)’* ยังสูญเสียอิทธิพลในตลาดไปบางส่วน จึงมีความคาดหวังว่าเม็ดเงินจะเริ่มไหลเข้าสู่อัลท์คอยน์ โดยมี *ริปเปิล(XRP)*, *โซลานา(SOL)* และ *ดอจคอยน์(DOGE)* ที่เริ่มได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นจากนักลงทุน
ริปเปิล(XRP): ตัวเต็งในระบบชำระเงินระดับโลก
ริปเปิลคือโทเคนที่ได้รับการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดน ด้วยจุดเด่นด้าน ‘*ความเร็วในการประมวลผลการชำระเงิน*’ และ ‘*ค่าธรรมเนียมต่ำ*’ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกแท้จริงของระบบ SWIFT แบบดั้งเดิม โดยเครือข่าย *XRP Ledger (XRPL)* ถูกออกแบบให้รองรับโครงสร้างทางการเงินที่ใช้โดยสถาบันขนาดใหญ่ และได้ปรากฏในเอกสารรายงานของสหประชาชาติและทำเนียบขาว
ล่าสุด ริปเปิลมีมูลค่าตลาดทะลุ 134,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 194.6 ล้านล้านวอน) กลายเป็นหนึ่งในโทเคนที่ไม่ใช่เหรียญเสถียรที่มีมูลค่าสูงที่สุดอันดับสาม หลังปิดคดีความกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ในปี 2023 ราคาขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ที่ 3.65 ดอลลาร์ (ราว 5,293 บาท) ก่อนปรับฐานลงสู่ระดับปัจจุบันที่ประมาณ 2.22 ดอลลาร์ (ราว 3,220 บาท)
การเปิดตัวกองทุน XRP ETF จำนวน 5 ตัวในตลาดหุ้นสหรัฐ ทำให้เม็ดเงินจากสถาบันเริ่มไหลเข้าสู่ XRP อีกครั้ง ส่งผลให้ราคาริปเปิลพุ่งขึ้นถึง 19% ภายในสัปดาห์เดียว นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า หากเกิดการอนุมัติเพิ่มและนโยบายชัดเจนขึ้นอีกหนึ่งขั้น ริปเปิลอาจทะลุ 5 ดอลลาร์ (ราว 7,252 บาท) ภายในไตรมาสแรก และอาจแตะ 10 ดอลลาร์ (ราว 14,505 บาท) ภายในสิ้นปีนี้
โซลานา(SOL): แพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะที่กำลังกลับมา
โซลานา เป็นเครือข่ายบล็อกเชนความเร็วสูงที่สามารถประมวลผลหลายพันธุรกรรมต่อวินาที พร้อมด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและระบบนิเวศของนักพัฒนาที่เฟื่องฟู ทำให้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของโลก DeFi ปัจจุบัน โซลานามีมูลค่าตลาดราว 71,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 102.9 ล้านล้านวอน) และมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกลอคไว้ (TVL) ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 13 ล้านล้านวอน)
การที่บริษัทการลงทุนรายใหญ่อย่าง Grayscale และ Bitwise ได้รับไฟเขียวให้เปิดโซลานา ETF ส่งแรงหนุนทางจิตวิทยาต่อราคา SOL ที่ก่อนหน้านี้หล่นไปต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ แต่ล่าสุดฟื้นกลับมาที่ราว 136 ดอลลาร์ (ราว 197,268 บาท) แล้ว
จากมุมมองเชิงเทคนิค การฟื้นตัวครั้งนี้อาจทำให้ราคาทะลุด่านสำคัญที่ 250 ดอลลาร์ (ราว 362,625 บาท) และหากฝ่าระดับสูงสุดเดิมที่ 293.31 ดอลลาร์ (ราว 425,574 บาท) ได้สำเร็จ นักวิเคราะห์บางกลุ่มยังเชื่อว่า หากการนำโซลานาไปใช้ในการ *โทเคนสินทรัพย์จริง* (real-world asset tokenization) นั้นขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคา SOL อาจขยับแตะระดับ 500 ดอลลาร์ (ราว 725,250 บาท) ภายในปี 2026 โดยมีบริษัทการเงินใหญ่ระดับโลก เช่น แบล็คร็อก และแฟรงคลินเทมเพิลตัน ที่เลือกใช้โซลานาเป็นแพลตฟอร์มหลักของตน
ดอจคอยน์(DOGE): จากมีมสู่คริปโตที่ใช้งานได้จริง
ดอจคอยน์เริ่มต้นในปี 2013 ในฐานะมีม แต่ในปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 36.2 ล้านล้านวอน) พร้อมสร้างระบบนิเวศของตนผ่านชุมชนที่เหนียวแน่นอย่าง ‘Doge Army’ รวมถึงการสนับสนุนจากบุคคลชื่อดังอย่าง *อีลอน มัสก์(Elon Musk)*, *สนูปด็อกก์* และมือเบสอย่าง *จีน ซิมมอนส์*
ดอจคอยน์เคยพุ่งทะลุ 0.7316 ดอลลาร์ (ราว 1,061 บาท) ในปี 2021 ก่อนร่วงลงมาต่ำกว่าระดับ 0.15 ดอลลาร์ (ราว 218 บาท) ในปัจจุบัน ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดถึง 80%
เป้าหมายทางจิตวิทยาอย่าง ‘ดอจคอยน์ที่ราคา 1 ดอลลาร์’ ยังคงเป็นที่คาดหวัง โดยหากสภาพแวดล้อมทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหาก *ทรัมป์* ผลักดันนโยบาย ‘Project Crypto’ อย่างเป็นรูปธรรม ดอจคอยน์อาจทะยานสู่ระดับ 0.45 ดอลลาร์ (ราว 653 บาท) ภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิตามความเห็นของนักวิเคราะห์บางราย
ปัจจุบัน การใช้งานดอจคอยน์กำลังขยายตัว โดย *เทสลา(TSLA)* เปิดรับ DOGE สำหรับการซื้อสินค้าบางชนิด รวมถึงบริการโอนเงินผ่าน PayPal และ Revolut ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม
บิตคอยน์ ไฮเปอร์(HYPER): โครงการ Layer 2 ที่ต่อยอดจากบิตคอยน์
โปรเจกต์ *บิตคอยน์ ไฮเปอร์(HYPER)* คือ Layer 2 ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้แก่เครือข่ายบิตคอยน์ โดยแม้ชื่อจะมีลักษณะแบบมีม แต่ด้านเทคนิคนั้นแข็งแกร่ง โดยตัวระบบถูกพัฒนาบน *เครื่องจักรเสมือนของโซลานา (SVM)* ทำให้รองรับความเร็วในการประมวลผล, ค่าธรรมเนียมต่ำ และรองรับ ‘*สัญญาอัจฉริยะ*’
ผู้ใช้สามารถใช้โทเคน HYPER ได้ทั้งในด้านการจ่ายค่าธรรมเนียม, เข้าร่วมการโหวตในระบบ และรับผลตอบแทนผ่านการสเตค ขณะนี้โครงการกำลังอยู่ในช่วงเปิดขายล่วงหน้าและระดมทุนได้แล้วมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (ราว 435.1 ล้านบาท) โดยไม่พบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในการตรวจสอบ และเปิดให้ได้รับผลตอบแทนจากการสเตคสูงสุดถึง 38% ต่อปี (APY)
นักวิเคราะห์บางรายถึงกับกล้าคาดการณ์ว่า HYPER อาจสร้างผลตอบแทนมากถึง 100 เท่าหลังจากเปิดให้ซื้อขาย และตัวโครงการตั้งเป้าเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2026
‘*ความเห็น*’: ความอ่อนแรงของบิตคอยน์อาจเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นตลาดกระทิงในอัลท์คอยน์ โดยเฉพาะกลุ่ม XRP, โซลานา และดอจคอยน์ ที่กำลังเป็นศูนย์กลางความสนใจ ท่ามกลางความคืบหน้าของ ETF การปรับนโยบายภาครัฐ และกระแสความสนใจจากสถาบันการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็น ‘*ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ*’ ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในปีนี้
ความคิดเห็น 0