ร้านค้าในลาสเวกัสหันมาใช้บิตคอยน์ ลดภาระค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
การยอมรับ *บิตคอยน์(BTC)* สำหรับการชำระเงินกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในลาสเวกัส โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาระจากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ซึ่งอาจสูงถึง 3.5% หลายธุรกิจพบว่าไม่เพียงแต่สามารถลดต้นทุนได้ แต่ยังดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่นิยมใช้งานคริปโตอย่างแข็งขันอีกด้วย
กระแสดังกล่าวเริ่มชัดเจนหลังจาก *สแควร์(Square)* แพลตฟอร์มชำระเงิน ประกาศในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์ให้กับร้านค้ากว่า 4 ล้านแห่งในสหรัฐฯ จนถึงปี 2026 ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มนำระบบชำระเงินด้วยคริปโตเข้ามาใช้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น "Kane Juice Bar & Cafe" ที่ตั้งอยู่ใกล้ถนนเรนโบว์ในลาสเวกัสเริ่มรับบิตคอยน์มาตั้งแต่ 8 เดือนก่อน ผู้จัดการร้าน ไทเลอร์ ปีเตอร์สัน เผยว่า “ตอนนี้บิตคอยน์ไม่ได้เป็นที่สนใจแค่ในกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กลุ่มประชาชนทั่วไปก็เริ่มใช้งานด้วย เราสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ และสร้างภาพลักษณ์ของร้านในฐานะธุรกิจที่พร้อมรับอนาคต”
*บิตคอยน์แมป* ตัวช่วยธุรกิจขนาดเล็ก
ไทเลอร์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ลูกค้าบางส่วนเดินทางมายังร้านของตนด้วยจุดประสงค์เฉพาะเพื่อจ่ายเงินด้วยบิตคอยน์ และมีสายโทรศัพท์สอบถามเรื่องการชำระเงินแบบนี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แอปพลิเคชันที่แสดงร้านค้าที่รับคริปโต เช่น ‘Bitcoin Map’ และ ‘Cash App Directory’ มีบทบาทสำคัญในการแนะนำร้านให้ลูกค้าใหม่รู้จัก
*เจเรมี เคอร์ซี* ที่ปรึกษาด้านบิตคอยน์กล่าวว่า “ตอนนี้แม้แต่โรงพยาบาล คาเฟ่เด็ก และร้านน้ำผลไม้ที่ลาสเวกัสก็เริ่มรับบิตคอยน์แล้ว และขั้นตอนการจ่ายเงินก็ง่ายมาก แค่สแกนรหัส QR ด้วยแอปบิตคอยน์ ก็เสร็จภายในไม่กี่วินาที” โดยเขามองว่าเทคโนโลยีนี้จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกและเป็น “การเริ่มต้นของอนาคตอย่างแท้จริง”
*สเต็กแอนด์เชค* มอบโบนัสพนักงานเป็นบิตคอยน์
ไม่ใช่เพียงธุรกิจรายย่อยเท่านั้นที่คลุกคลีอยู่กับคริปโต เพราะแม้แต่เชนอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง *สเต็กแอนด์เชค(Steak ‘n Shake)* ก็เตรียมเริ่มจ่ายโบนัสให้พนักงานร้านในสหรัฐฯ เป็น *บิตคอยน์* โดยจะเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ พนักงานจะได้รับ BTC มูลค่า 0.21 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 300 บาทต่อชั่วโมง) ซึ่งสามารถถอนออกได้หลังจากถือครองครบ 2 ปี
วิล รีฟส์ ซีอีโอของบริษัท กล่าวว่า “นี่คือก้าวสำคัญในการทำให้สเต็กแอนด์เชคกลายเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยบิตคอยน์อย่างเต็มตัว เราต้องการให้เงินที่มั่นคง (*sound money*) กับพนักงานของเรา” โดยเชนดังกล่าวได้นำระบบ *Lightning Network* มาใช้กับทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งช่วยลดค่าธรรมเนียมลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับบัตรเครดิต และผลลัพธ์คือรายได้เฉลี่ยประจำสาขาพุ่งขึ้นกว่า 15%
นอกจากนี้ยังมีการสำรวจความคิดเห็นบนทวิตเตอร์เกี่ยวกับการใช้บิตคอยน์ในร้านค้า ซึ่ง *แจ็ค ดอร์ซีย์(Jack Dorsey)* ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนแนวทางนี้อย่างแข็งขัน
การพัฒนาระบบชำระเงินและการใช้งานจริงที่ขยายตัว
ภายใต้บริษัทในเครือของสแควร์อย่าง *แคชแอป(CashApp)* ได้เปิดให้บริการการชำระเงินผ่าน *Lightning Network* รวมถึงการโอน *สเตเบิลคอยน์* ได้แบบไร้ค่าธรรมเนียมภายในไม่กี่วินาที พร้อมทั้งพัฒนา ‘Bitcoin Map’ ให้ใช้งานได้ครบวงจร ทั้งค้นหาร้าน เส้นทาง และจ่ายเงินในแอปเดียว
ขณะเดียวกัน *เมอร์คิวริโอ(Mercuryo)* บริษัทชำระเงินระดับโลกก็เข้าสู่ตลาดด้วยการร่วมมือกับ *วีซา(Visa)* เปิดตัวบริการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินสดแบบเรียลไทม์สำหรับใช้งานผ่านบัตรเครดิตและเดบิต CEO *เพตร โคซาคอฟ(Petr Kozyakov)* ระบุว่า “การจับมือกับวีซาในครั้งนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนและเวลา ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้”
จากรายงานของ *Artemis Analytics* ชี้ว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรคริปโตทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 100 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ประมาณ 1,454 ล้านบาท) เมื่อต้นปี 2023 เป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 21,814 ล้านบาท) ในช่วงปลายปี 2025 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 106% และยอดรวมทั้งปีแตะ 18,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 2.6 ล้านล้านบาท) ในขณะที่การโอน *สเตเบิลคอยน์แบบ P2P* ช่วงเดียวกันเติบโตเพียง 5% เท่านั้น โดยอยู่ที่ 19,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท)
ปัจจุบัน *บิตคอยน์(BTC)* ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 89,500 ดอลลาร์ (ราว 1.3 ล้านบาท) ลดลงประมาณ 5% จากสัปดาห์ก่อน ในช่วง 4 วันทำการที่ผ่านมา กองทุน *ETF บิตคอยน์สปอต* มีการไหลออกของเงินลงทุนรวม 1.62 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาตลาดคริปโตเผชิญการปรับฐานในระยะสั้น *ความคิดเห็น:* แม้ราคาจะผันผวน แต่การใช้งานจริงและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้น กำลังสร้างอนาคตใหม่ให้กับบิตคอยน์อย่างมั่นคง.
ความคิดเห็น 0