นักลงทุนรายย่อยในตลาดทองคำ KRX ของเกาหลีใต้ ‘พลิกกลับมาซื้อสุทธิ’ ทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังราคาทองคำในตลาดโลกดีดตัวขึ้นและราคาทองคำแท่งในประเทศทะลุระดับ 200,000 วอนต่อกรัม ส่งผลให้กองทุน ETF ทองคำได้รับแรงซื้อตามไปด้วย
ตามข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (Korea Exchange) เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิทองคำในตลาดทองคำ KRX เป็นมูลค่า 133,000 ล้านวอน ในช่วงวันที่ 1-14 ของเดือนนี้ หลังจากขายสุทธิต่อเนื่องมา 3 เดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม คราวนี้กลับมาซื้อมากกว่าขายเป็นครั้งแรก
ตลอด 3 เดือนก่อนหน้านั้น นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิทองคำในตลาด KRX รวม 524,000 ล้านวอน แบ่งเป็นเดือนพฤษภาคมขายสุทธิ 125,000 ล้านวอน เดือนมิถุนายน 348,000 ล้านวอน และเดือนกรกฎาคม 51,000 ล้านวอน
ทิศทางราคาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ราคาทองคำล่วงหน้าในตลาดโลกเมื่อวันที่ 13 อยู่ที่ 4,420.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 6.26 ล้านวอน) เพิ่มขึ้น 9% จาก 4,049.10 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.73 ล้านวอน) เมื่อปลายเดือนที่แล้ว
ราคาทองคำในตลาด KRX (ทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ขนาด 1 กิโลกรัม) ปรับขึ้นจาก 187,460 วอนต่อกรัมเมื่อปลายเดือนที่แล้ว มาอยู่ที่ 200,570 วอนต่อกรัมในวันที่ 13 หรือเพิ่มขึ้น 13,110 วอน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานข่าวที่ราคาทองคำกลับขึ้นไปแตะระดับ 4,400 ดอลลาร์อีกครั้ง โดยอ้างอิงโพสต์จาก Watcher.Guru มาแล้ว
กองทุน ETF ที่อ้างอิงราคาทองคำก็กลายเป็นเป้าหมายการซื้อของนักลงทุนรายย่อยเช่นกัน โดยตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงวันที่ 14 นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิกองทุน ACE KRX Gold Spot ETF มูลค่า 37,000 ล้านวอน และกองทุน TIGER KRX Gold Spot ETF มูลค่า 14,000 ล้านวอน
ตลาดทองคำ KRX เป็นตลาดซื้อขายทองคำแท่งที่ดำเนินการโดยตลาดหลักทรัพย์เกาหลี นักลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบัญชีซื้อขายสินค้าทั่วไปของบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งช่องทางระบบซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต (HTS) แอปพลิเคชันมือถือ โทรศัพท์ หรือเดินทางไปที่สาขา
ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีอธิบายว่าราคาทองคำในตลาด KRX เกิดจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งราคาทองคำโลก อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ และอุปสงค์-อุปทานภายในประเทศ กล่าวคือ นอกจากราคาทองคำโลกแล้ว ค่าเงินวอนและปริมาณซื้อขายทองคำแท่งในประเทศก็ส่งผลต่อราคาด้วยเช่นกัน
เบื้องหลังการดีดตัวของราคาทองคำคือความคาดหวังที่เปลี่ยนไปต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ หลังตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนตัวลง ความกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงคลี่คลายลง
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือเงินปันผล โดยทั่วไปในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น สินทรัพย์อื่นอย่างเงินฝากและพันธบัตรจะมีความน่าสนใจมากกว่า แต่เมื่อภาระดอกเบี้ยลดลง ความต้องการทองคำก็มักจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
อีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดจับตามองคือกระแสข่าวที่ว่าธนาคารแห่งประเทศเกาหลี (Bank of Korea) กลับมาซื้อทองคำอีกครั้งในรอบ 13 ปี ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานข่าวที่ระบุว่าธนาคารแห่งประเทศเกาหลีซื้อทองคำแท่งบริสุทธิ์เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี มาแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้เชี่ยวชาญยังคงแตกต่างกัน โอ แจยอง(Oh Jae-young) นักวิเคราะห์จากเคบี ซีเคียวริตี้ส์(KB Securities) กล่าวว่า “ตราบใดที่ความไม่แน่นอนจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านและความกังวลเรื่องเฟดคุมเข้มนโยบายการเงินยังคงอยู่ ก็ยังยากที่จะคาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ความเห็นนี้สะท้อนว่าความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจทำให้ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มขึ้น แม้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจะสูงขึ้น แต่หากความกังวลเรื่องนโยบายคุมเข้มยังคงอยู่ ทิศทางราคาทองคำก็อาจแกว่งตัวได้เช่นกัน
ในทางกลับกัน ก็มีผู้เชี่ยวชาญที่มองว่าการซื้อของธนาคารกลางต่างๆ และภาระดอกเบี้ยที่เบาลง เปิดโอกาสให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นต่อได้ จอง ฮยอนจง(Jeong Hyun-jong) นักวิเคราะห์จากเกาหลี อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ส์(Korea Investment & Securities) กล่าวว่า “ราคาทองคำมีโอกาสร่วงลงอย่างรุนแรงเหมือนในอดีตได้จำกัด เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างการซื้อของธนาคารกลาง” และเสริมว่า “หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า จนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเริ่มปรับลดลงอย่างชัดเจน ราคาทองคำก็มีแนวโน้มจะปรับขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป”
ชเว เยชาน(Choi Ye-chan) นักวิเคราะห์จากซังซังอิน ซีเคียวริตี้ส์(Sangsangin Securities) ก็ให้ความเห็นเช่นกันว่า “ยิ่งสัญญาณการชะลอตัวของเงินเฟ้อและการจ้างงานชัดเจนขึ้นเท่าไหร่ มุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยในตลาดก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปเป็นการคงดอกเบี้ยมากขึ้น” และกล่าวว่า “กรณีนี้จะกลายเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับขึ้นต่อได้” ทั้งนี้ ทิศทางการซื้อทองคำของนักลงทุนรายย่อยในระยะต่อไปยังคงต้องติดตามทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ สถานการณ์ตะวันออกกลาง และอุปสงค์-อุปทานทองคำในประเทศเกาหลีใต้ต่อไป
ความคิดเห็น 0