เมช(Mesh) บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วยคริปโต ประกาศระดมทุนรอบ Series C ได้สำเร็จเป็นมูลค่าสูงถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.08 แสนล้านวอนหรือราว 2.8 พันล้านบาท) โดยมีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท) พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายการชำระเงินคริปโตทั่วโลก
เมื่อวันที่ 24 การระดมทุนครั้งนี้มี *แดรากอนฟลาย แคปิทัล* เป็นผู้นำรอบ พร้อมทั้งมีนักลงทุนรายใหญ่อื่นเข้าร่วม อาทิ *พาราไดม์, โมเดิร์น เวนเจอร์ส, SBI อินเวสต์เมนต์, คอยน์เบส เวนเจอร์ส* และ *ลิเบอร์ตี้ซิตี้ เวนเจอร์ส* ทำให้ยอดระดมทุนสะสมของเมชทะลุ 2 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.88 พันล้านบาท)
เมชก่อตั้งขึ้นในปี 2020 เพื่อพัฒนาเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่าง *กระดานเทรด, กระเป๋าคริปโต และแพลตฟอร์มอื่นๆ* เพื่อให้ผู้ใช้สามารถชำระสินค้าด้วยคริปโตและให้ผู้ขายเลือกรับเงินได้ทั้งในรูปแบบ *เหรียญเสถียร(stablecoin)* หรือ *เงินตราทั่วไป* ปัจจุบัน เมชให้บริการกับผู้ใช้งานกว่า 900 ล้านคนทั่วโลกผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร
บริษัทระบุว่า เงินทุนบางส่วนในรอบนี้ได้รับเป็นเหรียญเสถียรแทนระบบการเงินแบบดั้งเดิม โดยตั้งเป้าเร่งขยายเครือข่ายระบบชำระเงินใน *ละตินอเมริกา, เอเชีย และยุโรป* รวมถึงการพัฒนาโปรดักต์ให้เร็วขึ้น *ความคิดเห็น: การเลือกรับทุนเป็นเหรียญเสถียรบ่งชี้ถึงความตั้งใจในการผลักดันการใช้คริปโตในระดับภาคปฏิบัติ* เมื่อไม่นานมานี้ เมชเพิ่งประกาศขยายธุรกิจสู่ประเทศอินเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดส่งเงินข้ามพรมแดนขนาดใหญ่ถึงปีละ 125 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 180 ล้านล้านวอน)
ร็อบ แฮดดิก หุ้นส่วนทั่วไปของ *แดรากอนฟลาย* กล่าวว่า “ระบบชำระเงินกำลังก้าวสู่ยุคที่มูลค่าเคลื่อนไหวเหมือนซอฟต์แวร์” พร้อมเสริมว่า “เมชกำลังสร้างโครงข่ายที่เชื่อมโยงการชำระเงินด้วยคริปโตให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง”
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ *เหรียญเสถียร(stablecoin)* กำลังเฟื่องฟู โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐอเมริกาอนุมัติ *กฎหมาย GENIUS* ทำให้นักลงทุนหลั่งไหลเข้าสู่โครงการที่ใช้เหรียญเสถียรในการชำระและโอนเงินมากขึ้น ซึ่งเมชถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของบริษัทที่ปรับตัวและใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ได้อย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม ฟินเทคยักษ์ใหญ่ *สไตรป์* ได้ระดมทุนในโครงการบล็อกเชน *เทมโป(Tempo)* มูลค่าสูงถึง 5 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท) โดยมีมูลค่าบริษัทแตะ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่า 7 หมื่นล้านบาท) เทมโปจัดอยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินจริงที่ใช้เหรียญเสถียรเป็นหลัก
ส่วน *เรน(Rain)* ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐก็เพิ่งประกาศระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 2.5 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 พันล้านบาท) ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้ยอดสะสมทุนแตะ 3.38 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.9 พันล้านบาท)
*เวลาฟาย(VelaFi)* อีกหนึ่งสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้ก็เพิ่งได้รับทุนรอบ Series B มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 287 ล้านบาท) ส่งผลให้มียอดทุนรวมกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 575 ล้านบาท)
รายงานจาก *DeFiLlama* ยังเผยว่า มูลค่าตลาดเหรียญเสถียรทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่อยู่ที่ 2.048 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 3.083 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม 2026 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 51%
*ความคิดเห็น: สัญญาณจากหลากหลายบริษัทชี้ชัดว่าโครงสร้างพื้นฐานคริปโตกำลังกลายเป็นสะพานใหม่ระหว่างการเงินดั้งเดิมกับโลกดิจิทัล* ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อระบบชำระเงินและโอนเงินทั่วโลกในระยะยาว
ความคิดเห็น 0