การปะทะกันระหว่างไบรอัน อาร์มสตรอง ซีอีโอของคอยน์เบส และเจมี ไดมอน ซีอีโอของเจพีมอร์แกน เกิดขึ้นอย่างดุเดือดในการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่มที่ดาวอส เมื่อไดมอนแสดงความไม่พอใจต่อความคิดเห็นของอาร์มสตรองที่กล่าวหาธนาคารว่าแทรกแซง ‘กฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ ในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นกฎหมาย โดยการเผชิญหน้าครั้งนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างภาคการเงินแบบดั้งเดิมกับอุตสาหกรรมคริปโต
จากรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เมื่อวันที่ 24 เจมี ไดมอน ได้เข้าไปหาบรอยอัน อาร์มสตรอง ซึ่งกำลังนั่งดื่มกาแฟกับโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และได้วิจารณ์เขาอย่างรุนแรงต่อหน้าแขกในงาน โดยกล่าวว่า “อย่าพูดจาไร้สาระ” เพื่อตอบโต้การที่อาร์มสตรองให้สัมภาษณ์ออกสื่อ ว่าธนาคารในสหรัฐฯ พยายามขัดขวางกฎหมายคริปโตเพื่อรักษาการผูกขาดในตลาด โดยประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือการเปิดให้ผู้ให้บริการคริปโตสามารถให้ ‘ผลตอบแทนจากการฝากเหรียญสเตเบิลคอยน์’ ซึ่งภาคธนาคารคัดค้าน แต่ฝั่งคริปโตเห็นว่า หากไม่มีเงื่อนไขนี้ สินทรัพย์อย่างสเตเบิลคอยน์จะไร้อนาคต
อาร์มสตรองชี้ว่า ธนาคารกำลังผลักดันให้แก้ไขร่างกฎหมายเพื่อกำจัดคู่แข่งอย่างคอยน์เบส และบริษัทคริปโตอื่นๆ ออกจากตลาด ส่งผลให้เขาเผชิญบรรยากาศอันเย็นชาจากซีอีโอของธนาคารรายอื่นในงานด้วยเช่นกัน บรู้ค มอยนีแฮน ซีอีโอของแบงก์ออฟอเมริกา ระบุว่า “ถ้าอยากเป็นธนาคาร ก็ไปขอใบอนุญาตธนาคารเสียสิ” ขณะที่ชาร์ลี ชาร์ฟ ซีอีโอของเวลส์ฟาร์โก ถึงขั้นปฏิเสธจะพูดคุยกับเขาโดยสิ้นเชิง
ร่างกฎหมายนี้เปิดตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา โดยผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการธนาคารและคณะกรรมาธิการเกษตรของวุฒิสภา เดิมทีคณะกรรมาธิการธนาคารมีกำหนดพิจารณาร่างในวันที่ 15 มกราคม แต่ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากคอยน์เบสประกาศว่า ‘ไม่สามารถสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันได้’ ด้านคณะกรรมาธิการเกษตรเลือกผ่านร่างของตนเองเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยร่างนี้เน้นไปที่สินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าข่ายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และมีแผนรวมร่างทั้งสองเป็นฉบับเดียวขึ้นสู่ที่ประชุมใหญ่เร็วๆ นี้
ฟารีอาร์ ชิรซาด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของคอยน์เบส ระบุว่า ปัญหาผลตอบแทนจากการฝากสเตเบิลคอยน์เป็นเพียงข้อยกเว้น “แม้เราจะมีความขัดแย้งในประเด็นนี้ แต่เรายังคงสร้างความร่วมมือกับธนาคารอย่างต่อเนื่อง” อย่างไรก็ตาม *ความคิดเห็น* จากหลายฝ่ายชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งเริ่มสั่นคลอนเกินจุดประนีประนอมไปแล้ว
ธุรกิจสเตเบิลคอยน์ได้กลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจในเครือข่ายบล็อกเชน โดยภายในปี 2025 คาดว่าจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มียอดธุรกรรมออนเชนสูงที่สุด แซงหน้าบิตคอยน์(BTC) ซึ่งทำให้ถูกจับตามองด้านกฎระเบียบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ร่างกฎหมายใหม่นี้จึงเป็น ‘โอกาสทอง’ ที่จะวางกรอบกติกาสำหรับสินทรัพย์กลุ่มนี้ในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างมั่นคง
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านอย่างหนักจากฝั่งธนาคารอาจส่งผลให้ธุรกิจคริปโตต้องเผชิญความไม่แน่นอนทั้งในเชิงกฎหมายและโมเดลธุรกิจ โดยเฉพาะคอยน์เบสซึ่งพยายามขยายแพลตฟอร์มให้ทำงานถูกต้องภายใต้ระบบกฎหมายของสหรัฐฯ จึงยิ่งมีเดิมพันสูงกับการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้
*คำสำคัญ* อย่าง ‘การให้ผลตอบแทนจากการฝากสเตเบิลคอยน์’, ‘การแบ่งเขตอำนาจระหว่างธนาคารและแพลตฟอร์มคริปโต’, และ ‘กรอบกฎหมายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล’ เป็นปัจจัยหลักที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการปะทะที่ดาวอสเป็นสัญญาณเตือนว่า ความขัดแย้งนี้กำลังยกระดับขึ้นสู่เวทีสากลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ความคิดเห็น 0