บิตคอยน์(BTC)เผชิญแรงเทขายรุนแรงในสัปดาห์นี้ จนทำให้หลุดออกจากอันดับ 10 สินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของโลก โดยตามข้อมูลจากเว็บไซต์จัดอันดับสินทรัพย์คริปโต ‘Plank’ ปัจจุบันบิตคอยน์ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 11 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 1.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 2,393 ล้านล้านบาท) ขณะที่ราคาย่อตัวลงมาอยู่ราว 83,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ(ประมาณ 1.2 ล้านบาท)
ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บิตคอยน์เคยทำสถิติสูงสุดใกล้แตะราคา 126,000 ดอลลาร์(ประมาณ 1.83 ล้านบาท) และมูลค่าตลาดรวมเฉียด 2.5 ล้านล้านดอลลาร์(ประมาณ 3,628 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม หลังเผชิญแรงขายจากการปิดสถานะการลงทุน(Long liquidation) มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์(ประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท) ราคาของบิตคอยน์ร่วงจาก 90,000 ดอลลาร์(ประมาณ 1.3 ล้านบาท) ลงมาต่ำกว่า 82,000 ดอลลาร์(ประมาณ 1.19 ล้านบาท) ส่งผลให้เกิดความกังวลในตลาดว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ ‘ตลาดหมี’ อย่างเต็มรูปแบบ
*ความเห็น*: การร่วงหลุดจาก Top 10 สินทรัพย์โลกถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนแรงส่งเชิงลบที่เพิ่มขึ้นในตลาดคริปโต
ท่ามกลางความผันผวนของราคา แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตชื่อดัง ไบแนนซ์(Binance) ประกาศเปลี่ยนโครงสร้างของกองทุน SAFU (Secure Asset Fund for Users) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์(ประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาท) โดยจะปรับพอร์ตทั้งหมดมาเป็น ‘บิตคอยน์ล้วน’ ภายใน 30 วัน โดยก่อนหน้านั้นกองทุนนี้ถือครองในรูปแบบของสเตเบิลคอยน์เพื่อรักษาเสถียรภาพของมูลค่า
ไบแนนซ์ระบุผ่านจดหมายเปิดผนึกว่า ‘บิตคอยน์ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ไว้เก็งกำไร แต่เป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจคริปโต’ พร้อมยืนยันว่า หากมูลค่ากองทุนลดต่ำกว่า 800 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 1.16 หมื่นล้านบาท) จะใช้เงินทุนภายในมาเติมจนกลับไปที่ 1 พันล้านดอลลาร์อีกครั้ง โดยมาตรการนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำ ‘ความมั่นใจในสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว’
*อย่างไรก็ตาม* การถือครองบิตคอยน์ทั้งหมดก็อาจหมายถึงการเปิดรับความเสี่ยงโดยตรงจากความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาแกว่งตัวรุนแรงเช่นนี้
ในขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช(Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นผู้ที่เขาจะเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อชุมชนคริปโต เนื่องจากวอร์ชถือเป็นบุคคลที่แสดงจุดยืน ‘โปรบิตคอยน์’ อย่างชัดเจน โดยเคยกล่าวในเดือนกรกฎาคมว่า “บิตคอยน์คือมาตรวัดทางการเงินที่สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบาย”
การเสนอชื่อดังกล่าวทำให้การคาดการณ์ในตลาด ‘Polymarket’ เพิ่มความเป็นไปได้ที่วอร์ชจะได้เป็นประธานเฟดคนใหม่จาก 30% พุ่งขึ้นถึง 95% ภายในวันเดียว ขณะที่ชื่อของ ริก รีดเดอร์ จากแบล็คร็อกหล่นไปอยู่เพียง 3.4% เท่านั้น นักวิเคราะห์เชื่อว่า ท่าทีของวอร์ชที่เน้นความรับผิดชอบทางการคลัง การควบคุมเงินเฟ้อ และการลดการพิมพ์เงิน อาจเอื้อประโยชน์ต่อสินทรัพย์ทางเลือกอย่างบิตคอยน์ในระยะยาว
สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ของตลาดคริปโต เมื่อพิจารณาจากหลายสัญญาณ ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทุนของไบแนนซ์ และการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายจากระดับผู้นำทางการเมือง แม้ระยะสั้นราคาจะยังคงเผชิญแรงปรับฐาน แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าบิตคอยน์จะกลับมาเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายทางการเงินดิจิทัลในรอบใหม่นี้อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0