พายุฤดูหนาวที่เล่นงานทั่วสหรัฐอเมริกาได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการขุดบิตคอยน์(BTC) โดยหลายบริษัทจำเป็นต้องหยุดหรือชะลอกระบวนการผลิตลง ส่งผลให้แฮชเรตของเครือข่ายบิตคอยน์ลดลงทันทีถึง 12% ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 4 ปี และเป็นผลกระทบที่แสดงให้เห็นทั้งรายได้ที่ลดลงและปริมาณการผลิตของระบบที่ตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด
ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา แฮชเรตของเครือข่ายบิตคอยน์ลดลงจากระดับเดิมประมาณ 1,100 เอ็กซาแฮชต่อวินาที(EH/s) เหลือเพียง 970 EH/s ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2021 ช่วงหลังจีนสั่งแบนการขุดคริปโต ส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงอีกครั้งต่อโครงสร้างของระบบ
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการขุดคริปโตในสหรัฐฯ อย่างเท็กซัสและเวสต์เวอร์จิเนียเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้าย อุณหภูมิต่ำต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า บริษัทจดทะเบียนหลายรายจึงตัดสินใจหยุดการทำงานของเครื่องขุดเพื่อปกป้องโครงข่ายพลังงานและปฏิบัติตามแนวทางของภาครัฐ ผลที่เกิดขึ้นคือแฮชเรตร่วงแรงต่อเนื่อง ซึ่ง ‘ความคิดเห็น’ มีแนวโน้มเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 126,000 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์
ในแง่ของรายได้จากการขุดก็ร่วงแรงเช่นกัน เมื่อวันที่ 22 มกราคม รายได้รวมทั้งวันอยู่ที่ประมาณ 45 ล้านดอลลาร์(ราว 654 พันล้านวอน) แต่เพียงสองวันถัดมา รายได้ลดลงเหลือ 28 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 407 พันล้านวอน) ปัจจุบันแม้จะฟื้นตัวเล็กน้อยที่ระดับ 34 ล้านดอลลาร์(ราว 494 พันล้านวอน) แต่ก็ยังน้อยกว่าปกติอยู่มาก
ความเสียหายยังปรากฏชัดเมื่อดูจากตัวเลขการผลิต บริษัทรายใหญ่ในตลาด เช่น ริโอท(Riot Platforms) หรือ มาแรธอน(Marathon Digital) มีปริมาณผลิตบิตคอยน์ต่อวันจาก 77 เหรียญ เหลือเพียง 28 เหรียญ ส่วนบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ก็ลดลงจาก 403 เหรียญ เหลือ 209 เหรียญ ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม 2024 ตามลำดับ
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนอย่างคริปโตควนต์(CryptoQuant) ระบุว่า ดัชนีวัดความสามารถในการอยู่รอดของนักขุด หรือ ‘Profit-and-Loss Persistence’ ลดลงมาแตะระดับ 21 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 สะท้อนชัดว่า นักขุดส่วนใหญ่กำลังเผชิญภาวะขาดทุนและไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนจากรายได้ที่มี
ถึงแม้ว่าอุปกรณ์บางส่วนที่หยุดทำงานอาจทำให้ ‘ความยากในการขุด’ (Mining Difficulty) ลดลงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกับปัจจัยลบด้านราคาและสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ผลบวกต่อความคุ้มค่าของการขุดยังเป็น ‘ข้อจำกัด’ โดยคริปโตควนต์ประเมินว่า หากสถานการณ์แฮชเรตยังไม่ฟื้นตัวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อาจมีการปรับลดค่าความยากเพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยบรรเทาภาระต้นทุนในระยะสั้นบางส่วน
ในอีกมุมหนึ่ง นักวิจัยอิสระอย่างแดเนียล แบตตัน(Daniel Batten) เสนอความเห็นที่น่าสนใจว่า อุตสาหกรรมการขุดบิตคอยน์อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วย ‘รักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า’ และช่วยลดค่าไฟของผู้บริโภคได้ผ่านการจัดการโหลดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ
พายุฤดูหนาวในสหรัฐครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นภัยธรรมชาติแต่ยังกลายเป็น ‘บททดสอบ’ สำหรับความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมขุดบิตคอยน์อีกครั้ง ทั้งด้านกำไร ความยั่งยืน และความยืดหยุ่นของระบบ ในเวลานี้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องจับตาทั้งกลไกตลาดและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ความคิดเห็น 0