แจ็ค ดอร์ซีย์(Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ ‘บล็อก(Block)’ เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เตรียม ‘ปลดพนักงาน’ กว่า 4,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้จำนวนพนักงานทั้งหมดหดจากกว่า 10,000 คน เหลือต่ำกว่า 6,000 คน ท่ามกลางการตีความในวงการฟินเทกว่า นี่อาจเป็นสัญญาณเปิดยุค ‘รีดไขมันองค์กรด้วย AI’ ในธุรกิจการเงิน–เทคโนโลยีทั่วโลก
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ดอร์ซีย์เผยแพร่ประกาศภายในผ่าน X ระบุว่า บล็อกจะปลดพนักงานมากกว่า 4,000 คน พร้อมยืนยันว่าหลังการปลดครั้งนี้ “จำนวนพนักงานรวมจะลดลงจากมากกว่า 10,000 คน เหลือต่ำกว่า 6,000 คน” เขาเรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งใน “การตัดสินใจที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท” และระบุว่าพนักงานทุกคนจะได้รับแจ้งในวันเดียวกันว่าอยู่ในกลุ่มที่ ‘ถูกเลิกจ้าง(leave)’, ‘เข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือ (consultation)’ หรือ ‘อยู่ต่อในบริษัท’
‘แพ็กเกจชดเชย’ สำหรับผู้ถูกเลิกจ้างก็นับว่าจัดเต็ม ดอร์ซีย์ระบุว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินเดือนพื้นฐาน 20 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย และจะได้เพิ่มอีก 1 สัปดาห์ต่อการทำงานครบ 1 ปี นอกจากนี้ ‘สต๊อกออปชัน/หุ้นชดเชย’ จะเดินหน้าการเวสติ้ง (สิทธิในหุ้น) จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม พร้อมสิทธิประกันสุขภาพต่อเนื่องอีก 6 เดือน
พนักงานยังสามารถเก็บอุปกรณ์ที่บริษัทจัดให้ เช่น แล็ปท็อปหรืออุปกรณ์ทำงานอื่นๆ ไว้ได้ และจะได้รับ ‘เงินสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน’ เพิ่มอีก 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นราว 7,212,500 วอน ที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,442.50 วอน โดยดอร์ซีย์ระบุว่าพนักงานนอกสหรัฐฯ ก็จะได้รับแพ็กเกจที่มีรูปแบบคล้ายกัน แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามกฎหมายแรงงานของแต่ละประเทศ
ดอร์ซีย์เน้นชัดว่า ‘การปลดพนักงานครั้งนี้ไม่ใช่เพราะปัญหาการเงิน’ เขายืนยันว่าธุรกิจของบล็อก “ยังคงแข็งแกร่ง” และไม่ได้เผชิญภาวะผลประกอบการทรุดตัวหรือวิกฤตสภาพคล่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการดำเนินองค์กร’ โดยมี ‘เครื่องมือ AI’ เป็นหัวใจ เขาอธิบายว่า การพัฒนาและใช้งาน ‘เครื่องมืออัจฉริยะ’ ควบคู่กับโครงสร้างทีมที่เล็กลงและแบนราบมากขึ้น กำลังทำให้ “ความหมายของการสร้างและบริหารบริษัทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเร่งตัวอย่างมาก”
ดอร์ซีย์เผยว่าบริษัทเคยพิจารณาแนวทาง ‘ทยอยปลดพนักงานเป็นช่วงๆ ในระยะยาว’ ทั้งในกรอบเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่สุดท้ายมองว่า ‘การปลดแบบเป็นระลอก’ จะยิ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจ สมาธิในการทำงาน และความเชื่อมั่นจากลูกค้าและผู้ถือหุ้น เขาจึงเลือกตัดสินใจ ‘ทำครั้งเดียวให้จบ’ พร้อมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “บางการตัดสินใจอาจพิสูจน์ภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด” แต่ในขณะเดียวกันก็จะคง ‘ความยืดหยุ่นระดับหนึ่ง’ ไว้ในโครงสร้างการทำงาน และย้ำว่าจะไม่ให้ ‘บริการลูกค้า’ สะดุด
หลังประกาศออกมา ปฏิกิริยาในโซเชียลมีเดียแตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมองว่า ‘เงื่อนไขชดเชยถือว่าใจกว้าง’ เมื่อเทียบกับมาตรฐานการปลดพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่อีกฝั่งกลับกังวลกับการที่ดอร์ซีย์พูดถึง ‘AI’ คล้ายเป็นเหตุผลของการปรับโครงสร้าง จนเกิดคำถามว่า “นี่คือการเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมของยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาแย่งงานมนุษย์หรือไม่”
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าต้นเหตุจริงๆ ไม่ใช่ AI แต่คือ ‘การตัดสินใจด้านการบริหาร’ ของผู้บริหารเอง ผู้ใช้รายหนึ่งชื่อ วิล สโลเตอร์(Will Slaughter) ยกตัวเลขจำนวนพนักงานของบล็อกในอดีตขึ้นมาเทียบ โดยบล็อกมีพนักงานราว 3,900 คนในเดือนธันวาคม 2019 แต่ตัวเลขพุ่งขึ้นเป็น 12,500 คนในเดือนธันวาคม 2022 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงไม่กี่ปี เขามองว่าการปลดครั้งนี้ “เป็นการย้อนกลับความบานปลายของการ ‘จ้างงานเกินตัว’ ในยุคโควิด” มากกว่าจะเป็นอะไรที่เกิดจากนวัตกรรม AI และชี้นิ้วไปที่ ‘ความล้มเหลวในการบริหารจัดการกำลังคนของผู้บริหาร’ เป็นหลัก
ดอร์ซีย์เองก็ยอมรับว่า ในช่วงการระบาดของโควิด-19 บริษัทมี ‘การจ้างงานเกินจำเป็น (over-hiring)’ จริง ทำให้จำนวนพนักงานบวมขึ้นเกินกว่าที่องค์กรต้องการในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์เชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับ ‘รูปแบบการเขียนประกาศปลดพนักงาน’ ที่ดอร์ซีย์ใช้ ‘ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด’ ตลอดทั้งข้อความ มีผู้ใช้บางส่วนมองว่าสไตล์ดังกล่าว “ดูไม่ให้เกียรติสถานการณ์” และให้ภาพลักษณ์ที่ “ไม่เหมาะสม” กับการสื่อสารเรื่องละเอียดอ่อนระดับชีวิตการงานของคนนับพัน
ด้านตลาดทุน ‘ตอบรับในทางบวก’ ต่อข่าวปลดพนักงาน มีรายงานว่า ราคาหุ้นบล็อกดีดตัวขึ้นกว่า 24% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังประกาศแพ็กเกจปลดพนักงานออกมา ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งตีความว่า ตลาดกำลังให้คะแนนกับ ‘การลดโครงสร้างต้นทุน’ และ ‘โอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร’ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาทดแทนแรงงาน
จากมุมมองของอุตสาหกรรมฟินเทคและเทคโนโลยี ภายในวงการเริ่มมีเสียงประเมินว่า การเคลื่อนไหวของบล็อกครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ ‘เคสเดี่ยว’ แต่สามารถเร่ง ‘เทรนด์ใหญ่’ ที่บริษัทฟินเทคและเทคขนาดกลาง–ใหญ่หันมาปรับองค์กรตามลำดับขั้นคือ ‘นำ AI เข้ามาใช้ → ทำทีมให้เล็กและเบา → ออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่’ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกดต้นทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ จากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า AI จะเข้ามา ‘แทนที่’ งานประเภทใดบ้างและในสัดส่วนเท่าไร อีกทั้งการลดคนอย่างรวดเร็วและรุนแรงก็มีความเสี่ยงด้าน ‘คุณภาพผลิตภัณฑ์’ และ ‘ประสบการณ์ของลูกค้า’ อยู่ไม่น้อย สุดท้ายแล้วประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของการ ‘ผ่าตัดองค์กรด้วย AI’ จะถูกวัดผลผ่านตัวเลขจริง ทั้งรายได้ การเติบโต จำนวนผู้ใช้ และดัชนีด้านบริการลูกค้าในไตรมาสต่อๆ ไป ซึ่งตลาดและพนักงานทั่วโลกกำลังจับตาดูอยู่ใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0