แรงกดดันทางการเมืองในสหรัฐต่อ ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อเท็ด ครูซ(Ted Cruz) วุฒิสมาชิกสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน เดินหน้าผลักดันให้สภาคองเกรส ‘ห้ามถาวร’ ไม่ให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ออก ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ โดยตัดข้อกำหนดแบบมีอายุสิ้นสุดออกจากร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณาอยู่
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) เอลิเนอร์ เทอร์เร็ต(Eleanor Terrett) ผู้สื่อข่าวอิสระ เปิดเผยว่า เท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกจากรัฐเทกซัส ได้ยื่นแก้ไขร่างกฎหมาย ‘21st Century ROAD to Housing Act’ โดยเสนอให้ลบข้อกำหนด ‘อายุสิ้นสุด (sunset clause)’ ในส่วนที่เกี่ยวกับ ‘การห้ามออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ ออกไปอย่างสิ้นเชิง ข้อกำหนดดังกล่าวเดิมออกแบบไว้ให้บทห้ามใช้ได้เพียงชั่วคราว ก่อนจะหมดอายุลงอัตโนมัติเมื่อถึงกำหนดเวลา
กฎหมาย ‘21st Century ROAD to Housing Act’ เป็นร่างกฎหมายสองพรรคที่มุ่งเพิ่มการ ‘จัดสรรที่อยู่อาศัย’ ผ่านการปรับผังเมืองและมาตรการจูงใจ แต่ในร่างฉบับนี้ ทิม สก็อตต์(Tim Scott) และเอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren) วุฒิสมาชิกสหรัฐ ได้แนบเงื่อนไข ‘ห้ามใช้ CBDC’ เข้าไปเป็นบทเพิ่มเติม โดยจำกัดอายุการบังคับใช้ไว้ถึงเพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2030 เท่านั้น
เท็ด ครูซ ชี้ว่าการจำกัดอายุห้ามใช้ถึงแค่ปี 2030 เป็นปัญหา เพราะเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนโยบายในอนาคตหันกลับมาผลักดัน ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ อีกครั้งได้ทุกเมื่อ เขาจึงเสนอทางเลือกที่เข้มข้นกว่า คือปิดทางเฟดไม่ให้มีอำนาจออก ‘CBDC’ โดยเด็ดขาด หรือพูดง่าย ๆ คือห้าม ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ แบบถาวร ‘ความคิดเห็น’ ท่าทีนี้สอดรับกับแนวทางเดิมของครูซที่ผลักดันร่าง ‘Anti-CBDC Surveillance State Act (กฎหมายต่อต้านรัฐเฝ้าระวังผ่าน CBDC)’ โดยใช้ประเด็น ‘ความเป็นส่วนตัว’ และ ‘ความเสี่ยงการเฝ้าระวังจากรัฐ’ เป็นแกนกลาง
ในฝั่งสภาผู้แทนราษฎร กระแสคัดค้านข้อห้ามแบบ ‘ชั่วคราว’ ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเช่นกัน แอนนา พอลีนา ลูนา(Anna Paulina Luna) ส.ส.สหรัฐ ระบุว่าหากร่าง ‘21st Century ROAD to Housing Act’ จากวุฒิสภาถูกส่งมาที่สภาผู้แทนฯ แต่ยังคงสถานะ ‘ห้ามชั่วคราว’ ไม่ได้เปลี่ยนเป็น ‘ห้ามถาวร’ ก็อาจเกิดการปะทะทางนิติบัญญัติที่เธอใช้คำว่า “น่าเกลียด (nasty)” ตามรายงานที่ออกมา
ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งผ่านร่างคู่ขนานของ ‘Anti-CBDC Surveillance State Act’ ด้วยคะแนน 219 ต่อ 210 เสียง แบบเฉือนกันฉิวเฉียด สะท้อนว่าประเด็น ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ เริ่มกลายเป็น ‘ประเด็นการเมือง’ เต็มตัว ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีการเงินอีกต่อไป โดยรูปแบบการลงคะแนนยังมีลักษณะเอนเอียงตามเส้นแบ่งพรรคการเมืองอย่างชัดเจน
ในเชิงเทคนิค ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ คือรูปแบบดิจิทัลของเงินสกุลทางการ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ฯลฯ) ที่ออกและรับประกันโดย ‘ธนาคารกลาง’ โดยตรง แตกต่างจากสเตเบิลคอยน์ หรือ e-Money ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์และบริษัทเอกชน เพราะ CBDC ทำให้รัฐและธนาคารกลางอยู่ ‘แนวหน้า’ ของโครงสร้างเงินดิจิทัลแทนเอกชน
ฝ่ายคัดค้านเตือนว่า หาก CBDC ถูกนำมาใช้ในวงกว้าง รัฐอาจเข้าถึงและติดตามข้อมูลการใช้จ่ายของประชาชนได้ละเอียดกว่าที่เคย และยังอาจ ‘จำกัด’ หรือ ‘กำหนดเงื่อนไข’ การใช้เงินของประชาชนได้โดยตรง เช่น การบล็อกธุรกรรมบางประเภท หรือจำกัดวงเงินใช้จ่ายในบางพื้นที่ ‘ความคิดเห็น’ นี่คือเหตุผลที่กลุ่มการเมืองในสายอนุรักษนิยม รวมถึงเท็ด ครูซ ใช้คำอย่าง ‘การละเมิดความเป็นส่วนตัว’ และ ‘รัฐเฝ้าระวัง (surveillance state)’ มาโจมตีแนวคิด CBDC อย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายสนับสนุนมองว่า ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ อาจช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงระบบการเงินให้กับกลุ่มที่เข้าไม่ถึงธนาคาร (unbanked) ลดค่าธรรมเนียมการโอน และเพิ่มความเร็วในการชำระเงินทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงช่วยให้รัฐกำหนดนโยบายการเงินหรือสวัสดิการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้มีประสิทธิภาพขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่าข้อดีเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการออกแบบ ‘กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ ระบบชำระเงินออฟไลน์ และบทบาทแบ่งปันระหว่างรัฐกับสถาบันการเงินเอกชนอย่างชัดเจน
ในระดับโลก มีธนาคารกลางมากกว่า 100 แห่งที่กำลังศึกษา ‘CBDC’ อยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ประเทศที่เปิดใช้งาน ‘CBDC เต็มรูปแบบ’ จริง ๆ ยังมีเพียง 11 ประเทศเท่านั้น สาเหตุสำคัญคือนอกจากต้องพิสูจน์ความพร้อมด้านเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องจัดการกับปัญหาซับซ้อนอย่างขอบเขตการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อำนาจกำกับดูแล และผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์เดิม ซึ่งทำให้หลายประเทศเดินเกมอย่างระมัดระวัง
ขณะเดียวกัน ตลาดคริปโตยังตอบสนองต่อ ‘สัญญาณนโยบายและกฎระเบียบ’ อย่างอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดย ณ เวลาที่จัดทำบทความ มูลค่าตลาดรวมคริปโตกว่า 2.33 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 3,460 ล้านล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ = 1,485 บาท) เพิ่มขึ้นราว 3% ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายรวมอยู่ที่ประมาณ 91,260 ล้านดอลลาร์ (ราว 135.5 ล้านล้านบาท) สะท้อนสภาพตลาดที่ยังคงคึกคัก และพร้อมตอบรับข่าวสารจากฝั่งนโยบายทันที
ทิศทางการถกเถียงเรื่อง ‘สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง(CBDC)’ ในสหรัฐมีแนวโน้มจะหมุนรอบสามแกนหลัก ได้แก่ ‘ขอบเขตอำนาจของเฟด’ ‘การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล’ และ ‘ความจำเป็นของดอลลาร์ดิจิทัล’ ยิ่งกฎหมายเคลื่อนเข้าสู่ช่วงไกล่เกลี่ยระหว่างวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ มากเท่าไร เกมการเมืองรอบ ‘CBDC’ และ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ก็ยิ่งมีแนวโน้มทวีความชัดเจนและดุเดือดมากขึ้นเท่านั้น
ความคิดเห็น 0