การแข่งขันระหว่าง *สเตเบิลคอยน์* กับธนาคารดั้งเดิมเริ่มร้อนแรงขึ้นอย่างชัดเจน หลังรายงานจากธนาคารลงทุนสหรัฐ เจฟฟ리즈(Jefferies) ชี้ว่าเมื่อการใช้ *สเตเบิลคอยน์* ขยายจากโลกคริปโตไปสู่ ‘การชำระเงิน’ และ ‘การบริหารสภาพคลัง’ ของภาคธุรกิจมากขึ้น ฐานเงินฝากหลักของธนาคารอาจค่อยๆ ไหลออกอย่างต่อเนื่อง กดดัน ‘ความสามารถทำกำไร’ ของระบบธนาคารในระยะยาว
เมื่อวันที่ 10 (เวลาท้องถิ่น) ทีมวิเคราะห์ของเจฟฟ리즈ระบุในรายงานว่า แม้ *สเตเบิลคอยน์* ยังไม่น่าจะกลายเป็น “ภัยคุกคามฉับพลันและรุนแรง” ต่อระบบธนาคาร และไม่น่าจะจุดชนวนให้เกิดการ “เทเงินฝาก” (bank run) ครั้งใหญ่ในสหรัฐ แต่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ธนาคารอาจเผชิญภาวะเงินฝากหลัก (core deposit) หายไปประมาณ 3–5% หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ต้นทุนเงินทุนของธนาคารจะสูงขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยหดตัว ส่งผลตรงต่อกำไร
เดวิด เคียเวรินี(David Chiaverini) และทีมเจฟฟ리즈ระบุว่า “เมื่อเคสใช้งานใหม่ๆ ของ *สเตเบิลคอยน์* ในด้านการชำระเงินและการชำระราคาเติบโตขึ้น พร้อมกับโอกาสสร้างรายได้แบบ ‘activity-based’ ความเสี่ยงที่เงินฝากจะค่อยๆ ไหลออกจากระบบธนาคารในระดับโครงสร้างไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม” เจฟฟ리즈ยังประเมินว่า ต่อให้เป็นเพียง “แรงกดดันแบบค่อยเป็นค่อยไป” กำไรเฉลี่ยของธนาคารก็อาจหดตัวราว 3%
*สเตเบิลคอยน์* คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบให้มูลค่าผูกกับ ‘เงินเฟียต’ เช่น ดอลลาร์หรือยูโรในอัตรา 1:1 เดิมทีถูกใช้เป็นเหมือน ‘เงินดอลลาร์ดิจิทัล’ ในตลาดคริปโตเป็นหลัก แต่หลัง GENIUS Act ผ่านในสหรัฐเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ตลาดเริ่มขยับจากการเทรดคริปโตไปสู่การชำระเงินจริง, การบริหารเงินสดขององค์กร (Treasury Management) และการโอนเงินข้ามประเทศ
ในรายงาน เจฟฟ리즈ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ปริมาณ *สเตเบิลคอยน์* ที่หมุนเวียนในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นราว 305,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 449.87 ล้านล้านวอน) เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าธุรกรรมโอน *สเตเบิลคอยน์* แบบปรับปรุงตัวเลขแล้วแตะระดับประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 17,105.04 ล้านล้านวอน) แสดงให้เห็นว่าบทบาทในฐานะ ‘สื่อกลางการโอนมูลค่า’ ขยายตัวรวดเร็ว
ฝั่งข้อมูลตลาดปัจจุบันก็สะท้อนเทรนด์เติบโตเช่นกัน ตามสถิติของดีไฟลามา(DefiLlama) มูลค่าตลาดรวมของ *สเตเบิลคอยน์* อยู่ที่ราว 314,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 462.96 ล้านล้านวอน) เพิ่มขึ้นจากราว 184,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 271.3 ล้านล้านวอน) ในปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ เจฟฟ리즈คาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ตลาด *สเตเบิลคอยน์* อาจขยายตัวแตะช่วง 800,000–1,150,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,179.55–1,695.56 ล้านล้านวอน)
หัวใจของการเติบโตมาจากบทบาทของ *สเตเบิลคอยน์* ในฐานะ ‘เงินสดดิจิทัล’ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้ามพรมแดนได้ทันที และเมื่อนำไปเชื่อมกับแพลตฟอร์มดีไฟ(DeFi) ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารได้ในบางกรณี เจฟฟ리즈เตือนว่า เมื่อ *สเตเบิลคอยน์* ขยับจาก “แค่ช่องทางชำระเงิน” ไปเป็น “ที่พักของสภาพคลัง” ยาวๆ โครงสร้างฐานเงินฝากของธนาคารจะถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่สมมติฐานบนกระดาษ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไบรอัน มอยนิฮาน(Brian Moynihan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) ธนาคาร แบงก์ออฟอเมริกา(Bank of America) เคยประเมินว่า มี ‘ความเป็นไปได้’ ที่เงินฝากสูงสุดถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 8,846.4 ล้านล้านวอน) จะไหลออกไปยัง *สเตเบิลคอยน์* และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับ *สเตเบิลคอยน์* พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนย้ายเช่นนี้อาจส่งผลต่อระบบธนาคารทั้งระบบ
‘คำถาม’ จึงไม่ใช่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่คือจะเกิดเร็วแค่ไหน และในระดับใด
‘ตอนนี้’ ยังไม่ใช่ระเบิด แต่โครงสร้างความเสี่ยงกำลังสะสม
เจฟฟ리즈มองว่า ในระยะสั้น *สเตเบิลคอยน์* ยังไม่ใช่ชนวนวิกฤตให้ธนาคาร แต่โครงสร้างกฎระเบียบที่กำลังจัดวางอยู่จะเป็นตัวกำหนดว่า ความเสี่ยงระยะยาวต่อฐานเงินฝากจะใหญ่แค่ไหน ฝั่งสหรัฐกำลังพิจารณากฎหมายโครงสร้างตลาดฉบับใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะจัดประเภท *สเตเบิลคอยน์* เป็น ‘เครื่องมือชำระเงิน’ ไม่ใช่ ‘ผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์’ ส่งผลให้เสน่ห์ในฐานะ ‘ตัวแทนเงินฝาก’ ถูกจำกัดลง
รายงานระบุว่า CLARITY Act ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดัน จะปิด ‘ช่องโหว่การจ่ายดอกเบี้ย *สเตเบิลคอยน์*’ ที่หลงเหลือใน GENIUS Act และระบุชัดให้ *สเตเบิลคอยน์* ทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องมือชำระเงิน’ มากกว่าจะเป็นเครื่องมือออมทรัพย์
GENIUS Act ซึ่งผ่านเมื่อวันที่ไม่ระบุในเดือนกรกฎาคม 2025 (เวลาท้องถิ่น) กำหนดให้ผู้ออก *สเตเบิลคอยน์* ที่ได้รับการกำกับดูแล ‘ไม่สามารถ’ จ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) โดยตรงให้ผู้ถือแบบ passive ได้ ตราบใดที่มาตรานี้ยังคงอยู่ เจฟฟ리즈มองว่าความเสี่ยงที่เงินจากบัญชีกระแสรายวันและบัญชีออมทรัพย์จะไหลไป *สเตเบิลคอยน์* อย่างรวดเร็วก็ยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม ฝั่งธนาคารเองก็ไม่ได้ยอมแพ้หรือยืนนิ่ง หลายสถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มเดินเกมเข้าแข่งขันในสนาม *สเตเบิลคอยน์* โดยตรง ทั้งในรูปแบบการออกเหรียญเองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ฟิเดลิตี อินเวสต์เมนต์(Fidelity Investments) เพิ่งเปิดตัว *สเตเบิลคอยน์* ตัวแรกในชื่อ ‘ฟิเดลิตี ดิจิทัล ดอลลาร์(FIDD)’ ขณะที่มอยนิฮาน CEO แบงก์ออฟอเมริกา ระบุว่า หากสภาคองเกรสเปิดไฟเขียว ธนาคารก็พร้อมพิจารณาออก *สเตเบิลคอยน์* ของตัวเอง ด้าน CEO ของโกลด์แมน แซคส์(Goldman Sachs) ก็เผยว่าภายในบริษัทมีทีมที่ “โฟกัสสูง” กับโปรเจกต์โทเคไนซ์สินทรัพย์และ *สเตเบิลคอยน์* อยู่แล้ว
แม้ธนาคารจะเริ่มลงสนาม *สเตเบิลคอยน์* ด้วยตัวเอง เจฟฟリーズยังเตือนว่า “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” จะไม่หายไปไหน หากโมเดลธุรกิจที่ผูกกับ ‘รางวัลตามกิจกรรม’ (activity-based rewards) เดินหน้าเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการให้รางวัลจากการใช้ *สเตเบิลคอยน์* ในการชำระเงิน–ชำระราคา หรือผลตอบแทนจากโปรโตคอลดีไฟด้านสเตกิ้งและปล่อยกู้ โมเดลเหล่านี้สามารถสร้างโครงสร้างจูงใจที่ “คล้ายเงินฝากธนาคาร” ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เจฟฟ리즈ประเมินว่า “การให้รางวัลจากการเทรด, การชำระเงิน และการชำระราคา *สเตเบิลคอยน์* รวมถึงรางวัลจากสเตกิ้งและการกู้ยืมในดีไฟ อาจกลายเป็นคู่แข่งที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับเงินฝากธนาคาร” นั่นหมายความว่า แม้กฎหมายจะจำกัดการจ่ายดอกเบี้ยโดยตรง ตลาดก็ยังสามารถสร้างกลไก ‘ผลตอบแทนทางอ้อม’ ได้อยู่ดี
ฝั่งธนาคารที่มีความเสี่ยงสูงเจฟฟ리즈ก็ระบุชื่อชัด รายงานชี้ว่า ธนาคารที่พึ่งพาเงินฝากรายย่อยและเงินฝากที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในสัดส่วนสูงจะเผชิญแรงกดดันมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ที่มีบทบาทเป็นผู้รับฝากทรัพย์สิน (custodian) หรือมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว โดยเฉพาะธนาคารกลุ่ม WTFC, FLG, WBS, EGBN, AX ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ “มีความเข้มข้นของเงินฝากรายย่อยและเงินฝากดอกเบี้ยสูงที่สุด” และจึงมีความเปราะบางต่อการแข่งขันจาก *สเตเบิลคอยน์* มากกว่าเพื่อนร่วมอุตสาหกรรม
‘ความคิดเห็น’ การเผชิญหน้าระหว่าง *สเตเบิลคอยน์* กับธนาคารจึงไม่อาจลดเหลือแค่เรื่อง “โทเคน vs ธนาคาร” ง่ายๆ ได้อีกต่อไป แม้กรอบกฎหมายจะพยายามตรึง *สเตเบิลคอยน์* ให้อยู่ในบทบาท ‘เครื่องมือชำระเงิน’ เป็นหลัก แต่นักพัฒนาโปรโตคอล, ผู้ออกเหรียญ และแพลตฟอร์มดีไฟจะยังคง “ทดลอง” โมเดลรางวัลและการเชื่อมต่อกับบริการการเงินรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงเงินให้อยู่ในระบบของตัวเองนานที่สุด
เมื่อรวมกับการเติบโตของตลาด *สเตเบิลคอยน์* ที่มีแนวโน้มแตะระดับหลักล้านล้านดอลลาร์ ภาพที่เจฟฟ리즈พยายามสื่อคือ แรงกดดันต่อ ‘กำไรของธนาคาร’ อาจไม่ได้มาในรูปของช็อกครั้งเดียวแบบวิกฤตซับไพรม์ แต่จะค่อยๆ กัดเซาะฐานรายได้ ผ่านการที่เงินฝากทยอยไหลออกไปหา ‘เงินสดดิจิทัล’ ที่เคลื่อนย้ายได้เร็วกว่า เชื่อมต่อได้กว้างกว่า และมี ‘โอกาสรับผลตอบแทน’ ในรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด การเติบโตของ *สเตเบิลคอยน์* จึงไม่ใช่แค่สัญญาณบอกทิศทางของตลาดคริปโต แต่เป็นสัญญาณเตือนระบบธนาคารว่า ‘ยุคของเงินฝากแบบเดิม’ กำลังถูกทดสอบอย่างจริงจัง และการแข่งขันรอบใหม่ระหว่างคริปโตกับธนาคาร เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ความคิดเห็น 0