บริษัท เซอร์เคิล(Circle Internet Group) ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ ‘ยูเอสดีซี(USDC)’ กำลังเผชิญคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม หลังถูกกล่าวหาว่าไม่ยับยั้งการเคลื่อนย้ายเงินที่ถูกขโมยในเหตุแฮ็กโปรโตคอลดิฟาย ‘ดริฟต์โปรโตคอล(Drift Protocol)’ คดีนี้กำลังจุดประเด็นใหม่ว่า ในโลกการเงินแบบกระจายศูนย์(DeFi) ผู้เล่นแบบ ‘กึ่งรวมศูนย์’ อย่างผู้ออกสเตเบิลคอยน์มี ‘ความรับผิดชอบ’ ถึงระดับไหนกันแน่
คดีดังกล่าวถูกยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐประจำรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยอยู่ในรูปแบบการฟ้องร้องแบบกลุ่ม ตัวแทนนักลงทุนที่ได้รับความเสียหายมีมากกว่า 100 ราย ฝ่ายโจทก์ระบุว่า เซอร์เคิลมีโอกาสและศักยภาพทางเทคนิคที่จะเข้าไปสกัดกั้น หรืออย่างน้อยก็ ‘แช่แข็ง’ ทรัพย์สินยูเอสดีซีที่เกี่ยวข้องกับการแฮ็ก แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากเหตุแฮ็กดริฟต์โปรโตคอลบนบล็อกเชนโซลานา(SOL) เมื่อเดือนเมษายน 2026 มูลค่าความเสียหายรวมอยู่ที่ราว 285 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประมาณ 230 ล้านดอลลาร์ถูกแปลงเป็นยูเอสดีซี ก่อนทยอยเคลื่อนย้ายออกจากโซลานาไปยังเชนอื่น รวมถึงอีเธอเรียม(ETH) ผ่านธุรกรรมย่อยๆ กว่า 100 รายการต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง ‘ความคิดเห็น’ ฝ่ายโจทก์มองว่า ช่วงเวลาหลายชั่วโมงนี้มากพอให้เซอร์เคิลตรวจจับและหยุดยั้งธุรกรรมที่ผิดปกติได้ หากต้องการ
โจทก์ยังชี้ว่า เซอร์เคิลเคยมี ‘ประวัติ’ ในการแช่แข็งกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือกิจกรรมผิดกฎหมายมาก่อน แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีระบบและอำนาจควบคุมในระดับสัญญาอัจฉริยะที่จะหยุดการโอนย้ายยูเอสดีซีได้ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่เรื่อง “ทำไม่ได้” แต่เป็น “ไม่ได้ทำ” จนนำไปสู่การกล่าวหาว่าบริษัทมี ‘ความประมาทเลินเล่อ’ และ ‘ช่วยให้ความเสียหายลุกลาม’ โดยทางอ้อม
ด้านดริฟต์โปรโตคอลเอง หลังถูกโจมตีได้ออกโรดแมปฟื้นฟูขึ้นมา โดยตั้งเป้าระดมเงินสูงสุดราว 147.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อกู้คืนสภาพคล่องและเดินหน้าพัฒนาระบบต่อไป แหล่งเงินส่วนหนึ่งคาดว่าจะมาจากสเตเบิลคอยน์เทเธอร์(USDT) และการสนับสนุนจากพันธมิตรในระบบนิเวศโซลานา
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้แปลว่าจะถูกนำมาใช้ชดเชยผู้เสียหายเต็มจำนวนทันที โครงสร้างส่วนหนึ่งราว 100 ล้านดอลลาร์จะอยู่ในรูป ‘วงเงินสินเชื่ออิงรายได้’ ที่ต้องทยอยชำระคืนผ่านค่าธรรมเนียมการเทรดและรายได้ในอนาคตของโปรโตคอล ขณะเดียวกัน ดริฟต์กำลังพิจารณาออกโทเคนใหม่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือชดเชยผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ โครงสร้าง รายละเอียด และชื่อโทเคนยังไม่สรุป
โทเคนฟื้นฟูดังกล่าวจะสามารถซื้อขายและโอนได้ ทำให้ผู้ถือเลือกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่จะถูกขายด้วย ‘ส่วนลดหนัก’ เมื่อเทียบกับมูลค่าที่โปรโตคอลตั้งใจใช้ชดเชย ความเสียหายรวมจึงอาจไม่ถูกเยียวยาเต็มจำนวน ถึงแม้จะมี ‘กองทุนฟื้นฟู’ ที่ผูกกับเงินที่อาจกู้คืนจากแฮกเกอร์ การสนับสนุนจากพันธมิตร และส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์มในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ลากยาวจากคดีนี้คือ บทบาทและขอบเขต ‘ความรับผิด’ ของผู้ออกสเตเบิลคอยน์อย่างยูเอสดีซี ในโครงสร้าง DeFi ที่ผู้ใช้งานเชื่อกันว่าปราศจากตัวกลางแบบเดิม การที่ดริฟต์โปรโตคอลมีท่าทีจะย้ายสินทรัพย์หลักจากยูเอสดีซีไปใช้เทเธอร์เป็นหลัก ก็สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลัง ‘ปรับสมดุลความเสี่ยง’ ใหม่ ไม่ใช่แค่ด้านเทคนิค แต่รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎหมายและการกำกับดูแลด้วย
ท้ายที่สุด คดีฟ้องร้องเซอร์เคิลจากเหตุแฮ็กดริฟต์โปรโตคอลอาจกลายเป็น ‘บรรทัดฐานทางกฎหมาย’ สำคัญ ว่าผู้เล่นกึ่งรวมศูนย์ในโลกคริปโต โดยเฉพาะผู้ออกสเตเบิลคอยน์ ควรต้องรับผิดชอบต่อการเคลื่อนไหวของทรัพย์สินบนเครือข่ายไปไกลแค่ไหน ในระบบที่ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิด “ไร้ตัวกลาง” ตั้งแต่ต้น
ความคิดเห็น 0