ธนาคารเมกะแบงก์ 3 แห่งของญี่ปุ่นเตรียมออก ‘สเตเบิลคอยน์เงินเยน’ ร่วมกัน เดินหน้าปั้นโครงการสกุลเงินดิจิทัลภาคสถาบันที่ถูกมองว่าอาจกลายเป็นดีลใหญ่สุดในเอเชียด้านนี้ โดยเป้าหมายคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินใหม่ด้วยเงินเยนดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง
ธนาคารมิตซูบิชิยูเอฟเจ(MUFG Bank), ธนาคารมิสึโฮ(Mizuho Bank) และธนาคารสุมิโตโมมิตซูอิ(Sumitomo Mitsui Banking Corporation) ได้จัดตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียม ‘ออกสเตเบิลคอยน์เงินเยนร่วมกัน’ ภายในมีนาคม 2027 โดยวางกรอบชัดเจนว่าโปรเจกต์นี้คือ ‘ธุรกิจจริง’ ที่จะตามมาด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานครบชุด รองรับการใช้งานในระบบการเงินและภาคธุรกิจ
สเตเบิลคอยน์เงินเยนชุดนี้จะออกในรูปแบบทรัสต์ โดยทั้งสามธนาคารทำหน้าที่เป็นผู้ให้ทรัพย์สินในทรัสต์ร่วมกัน และมีธนาคารทรัสต์เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์เต็มรูปแบบ ทรัพย์สินค้ำประกันจะถูกถือสำรอง ‘100% ด้วยเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น(JGB)’ ออกแบบให้เป็นไปตามกรอบกำกับของสำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น(FSA) ทั้งในด้าน ‘การไถ่ถอนตามมูลค่าที่ตราไว้’ และ ‘การแยกทรัพย์สิน’ เพื่อปกป้องผู้ถือโทเคน
การขยับตัวของเมกะแบงก์ในครั้งนี้ตั้งอยู่บนฐานกฎหมายที่ญี่ปุ่นเพิ่งปูทางไว้ชัดเจน ตั้งแต่การแก้ไข ‘กฎหมายการชำระเงิน (PSA)’ เมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ที่นิยามสเตเบิลคอยน์ว่าเป็น ‘เครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์’ และจำกัดผู้ออกให้เหลือเพียงธนาคาร บริษัททรัสต์ และผู้ประกอบการโอนเงินที่จดทะเบียนเท่านั้น เงื่อนไขนี้แม้จะเป็นกำแพงสูงสำหรับสตาร์ทอัพ แต่กลับกลายเป็น ‘คูน้ำเชิงกฎหมาย’ ที่เอื้อให้สถาบันการเงินรายใหญ่เดินเกมได้สบายกว่า
โปรเจกต์สเตเบิลคอยน์เงินเยนของเมกะแบงก์ทั้งสาม เดินตามโรดแมปในกรอบ ‘โครงการปฏิรูปการชำระเงิน’ ของ FSA โดยมีกำหนดทำไฟลอตในปี 2025 ก่อนต่อยอดสู่การใช้งานจริง ธนาคารระบุว่าจากข้อสรุปร่วมกัน ขณะนี้โครงสร้างทางกฎหมายสำหรับการออกสเตเบิลคอยน์เงินเยนในแบบที่เป็น ‘ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเต็มรูปแบบ’ นั้นถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว
ด้านกฎระเบียบที่เข้มขึ้นสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลก็ช่วยเสริมความมั่นใจให้ตลาด เมื่อ ‘กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติม’ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2026 เข้มงวดมากขึ้นทั้งในส่วนของสเตเบิลคอยน์ต่างประเทศ และการบังคับใช้ ‘ทราเวลรูล’ ส่งผลให้ญี่ปุ่นยกระดับการควบคุมและติดตามการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ‘ตลาดสเตเบิลคอยน์เงินเยน’ ในญี่ปุ่นก็แข่งขันกันอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว JPYC ได้ออกสเตเบิลคอยน์เงินเยนที่ถูกกฎหมายตัวแรกของประเทศในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะถูกจัดให้อยู่ในกรอบกำกับเดียวกับเพย์เพย์(PayPay) และราคุเท็นเพย์(Rakuten Pay) ในปี 2026 ทำให้ JPYC ขยับฐานะขึ้นไปเป็น ‘สื่อกลางการชำระเงินสำหรับผู้บริโภค’ อย่างเต็มตัว
ต่อจากนั้น กลุ่มเอสบีไอโฮลดิงส์(SBIโฮลดิงส์) ได้ออกโทเคน ‘JPYSC’ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เจาะตลาดสถาบันและการชำระเงินระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ขณะที่มูลนิธิบล็อกเชนญี่ปุ่นก็ปล่อยโทเคน ‘EJPY’ ออกมาในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน มุ่งขยายระบบชำระเงินบนบล็อกเชนอีเธอเรียม(ETH) และระบบเครือข่ายที่เข้ากันได้
ในฝั่ง ‘สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์’ ญี่ปุ่นก็เริ่มกลายเป็นสมรภูมิแข่งขันเช่นกัน USDC ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2025 ในฐานะสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ตัวแรกที่ถูกกฎหมาย ส่วนริปเปิล(XRP) และกลุ่มเอสบีไอ โฮลดิงส์ ก็กำลังเตรียมปล่อยโทเคน ‘RLUSD’ เข้าสู่ตลาด
‘ความคิดเห็น’ จุดต่างสำคัญของโปรเจกต์เมกะแบงก์ครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือ ‘ความน่าเชื่อถือและขนาด’ ของผู้เล่นในระบบ MUFG, มิซูโฮ และสุมิโตโมมิตซูอิ ต่างเป็นสถาบันการเงินแกนกลางของโลก รวมกันบริหารสินทรัพย์กว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่ารวมระดับ ‘1 เควอดริลเลียนเยนขึ้นไป’ การที่ทั้งสามธนาคารออกสเตเบิลคอยน์เงินเยนภายใต้แบรนด์ร่วม ทำให้โทเคนนี้ถูกมองในฐานะสินทรัพย์ที่มี ‘เครดิตสถาบัน’ สูงกว่าทั้ง JPYC หรือ JPYSC อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยฐานทุนและโครงสร้างกำกับที่ชัดเจน สเตเบิลคอยน์เงินเยนจากกลุ่มเมกะแบงก์จึงมีศักยภาพจะถูกนำไปใช้ทั้งในการชำระเงินมูลค่าสูงระหว่างบริษัท(B2B), การปรับปรุงระบบเคลียร์ริง, การโอนเงินระหว่างประเทศ และการใช้งานในดีไฟน์(dDeFi) ที่ต้องการคู่เงินเยนที่มีสภาพคล่องสูงและเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ
ญี่ปุ่นในวันนี้มีทั้ง ‘กฎหมายรองรับ’ และ ‘สถาบันการเงินรายใหญ่’ ที่พร้อมเดินหน้าจริง ทำให้ ‘สเตเบิลคอยน์เงินเยน’ ถูกมองว่าอาจกลายเป็นขั้วท้าชนตลาดสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ในระดับภูมิภาค และอาจยกระดับไปสู่การแข่งขันเชิงโครงสร้างในระบบการเงินโลกในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0