บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแคบแถวโซนราว 64,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,865 ล้านวอน ก่อนตลาดยุโรปเปิด โดยยังไม่สามารถสร้างทิศทางที่ชัดเจนได้ ‘แรงกระตุ้นสำคัญ’ ที่จะขับเคลื่อนตลาดยังไม่ปรากฏ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและเม็ดเงินสถาบันให้สัญญาณที่สวนทางกัน ส่งผลให้ตลาดยังอยู่ในโหมดรอดูท่าที
เมื่อดูด้านกระแสเงินลงทุน ‘บิตคอยน์(BTC) ETF’ ฝั่งสหรัฐ แม้แรงขายจากกองทุน ETF อ้างอิงราคาสปอตจะเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นเดือน แต่การไหลเข้าของเม็ดเงินใหม่จากสถาบันยังถือว่าจำกัด ข้อมูลล่าสุดระบุว่า กองทุนบิตคอยน์สปอต ETF สหรัฐทำสถิติ ‘เงินทุนไหลออกสุทธิ’ ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แม้บางช่วงจะเห็นตัวเลขไหลเข้าสุทธิกลับมาบ้าง แต่ขนาดยังเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนแนวโน้มภาพใหญ่ได้
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังมองตลาดในมุม ‘ป้องกันความเสี่ยง’ มากกว่าการเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะภายใต้ภาวะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ยังไม่แน่นอน ทำให้หลายสถาบันชะลอการเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างชัดเจน
อีกปัจจัยสำคัญที่ถ่วงราคาบิตคอยน์(BTC) คือ ‘ดอลลาร์แข็งค่า’ หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เมื่อเดือน 6 เฟดยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวัง ทำให้ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยอ่อนแรงลงตามไปด้วย ดัชนีค่าเงินดอลลาร์จึงดีดขึ้นมาทรงตัวบริเวณ 100.6–100.8 ระดับดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วกระดาน รวมถึงคริปโต
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังยืนอยู่ในโซนสูงต่อเนื่อง จำกัดสภาพคล่องในระบบการเงิน เม็ดเงินจำนวนหนึ่งไหลออกจากสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์(BTC) ไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่และเสี่ยงต่ำกว่า สะท้อนผ่านความต้องการถือครองพันธบัตรและตราสารหนี้คุณภาพสูงที่ยังแข็งแกร่ง
ด้านความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แม้บรรยากาศจะผ่อนคลายลงบางส่วนจากข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคลดระดับลง ผลที่ตามมาคือ ‘ความกล้าเสี่ยง’ ของนักลงทุนเริ่มกลับมาบ้าง ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงบิตคอยน์(BTC) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงบวกในลักษณะนี้ยังถูกมองเป็นเพียง ‘แรงหนุนระยะสั้น’ ที่ไม่เพียงพอจะเอาชนะโครงสร้างกดดันหลัก นั่นคือภาวะดอลลาร์แข็งและการขาดหายของกระแสเงินสถาบัน
ไซมอน-ปีเตอร์ มาซาฟ์นี(Simon-Peter Massabni) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ XSดอทคอม ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันตลาดบิตคอยน์(BTC) อยู่ในภาวะที่ ‘แรงหนุน’ และ ‘แรงกดดัน’ ค่อนข้างสมดุลกัน ด้านบวกคือแรงขายจาก ETF ที่เริ่มลดลงและบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ด้านลบยังเป็นภาวะการเงินตึงตัวของเฟดและการที่ความต้องการจากนักลงทุนสถาบันยังไม่กลับมาเต็มที่
"ความคิดเห็น" ภาพรวมนี้ชี้ว่าตลาดกำลังขาดปัจจัยชี้นำใหม่ที่ชัดเจน นักลงทุนจึงเลือกยืนข้างสนามมากกว่าจะเร่งเข้าซื้อหรือเทขาย ส่งผลให้ราคาถูกกดให้อยู่ในกรอบแคบ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองตรงกันว่าบิตคอยน์(BTC) มีแนวโน้มสูงที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60,000–67,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น การขาด ‘โมเมนตัมขาขึ้น’ ที่ชัดเจน ทำให้การดีดตัวแต่ละครั้งถูกจำกัดด้วยแรงขายทำกำไร ขณะเดียวกันแรงขายจากฝั่งสถาบันและ ETF ที่ไม่รุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้าก็ช่วยประคองไม่ให้ราคาหลุดลงแรง จึงกลายเป็นสภาวะ ‘แกว่งตัวในกรอบ’ อย่างต่อเนื่อง
มุมมองจากตลาดคือ หากต้องการเห็นการฟื้นตัวแข็งแรงในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยสำคัญจะอยู่ที่ ‘การกลับมาของกระแสเงินทุนใน ETF’ และ ‘ความต้องการจากนักลงทุนสถาบัน’ หากสององค์ประกอบนี้ยังไม่ฟื้น การปรับขึ้นของราคาที่เกิดขึ้นเป็นระยะมีโอกาสสูงจะเป็นเพียงการรีบาวด์สั้น ๆ มากกว่าการเริ่มต้นเทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่
ท้ายที่สุด ตลาดบิตคอยน์(BTC) ในตอนนี้จึงถูกมองว่าอยู่ในภาวะ ‘สมดุลชั่วคราว’ ระหว่างแรงซื้อกับแรงขาย การเคลื่อนไหวแบบ ‘กล่องไซด์เวย์’ มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป จนกว่าจะมี ‘ปัจจัยกระตุ้นรอบใหม่’ เข้ามาเปลี่ยนสมดุลและกำหนดทิศทางครั้งใหญ่ให้กับราคาบิตคอยน์(BTC) อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0