ซุย(SUI) เดินหน้าดันมูลค่าตลาด ‘บิตคอยน์(BTC)’ ราว 1.2조 달러 (ประมาณ 1,843조 원) เข้าสู่โลกการเงินแบบออนไชน์อย่างจริงจัง ตั้งเป้าเปลี่ยนบิตคอยน์ที่นอนนิ่งให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สินที่สร้างผลตอบแทน’ ท่ามกลางกระแสสถาบันการเงินเข้าร่วมตลาดคริปโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซุยเตรียมเปิดตัวเทสต์เน็ตระดับโลกในเดือน 7 และประกาศว่า คัมเบอร์แลนด์, ฟลูอิด, และสวิสส์บอร์ก ได้เข้าร่วมระบบนิเวศของ ‘แฮช(Hashi)’ แล้ว โดยแฮชเป็นโปรโตคอลการเงินบิตคอยน์บนเครือข่ายซุย ที่มุ่งยกระดับ ‘ประสิทธิภาพการใช้ทุน’ ของบิตคอยน์ ซึ่งที่ผ่านมาใช้งานได้ค่อนข้างจำกัดในเชิงการเงินออนไชน์
‘ความคิดเห็น’ การเคลื่อนย้ายสภาพคล่องของบิตคอยน์จากกระดานเทรดและการถือเฉยๆ มาสู่การใช้งานจริงบนเชน กำลังเป็นธีมใหญ่ของตลาดคริปโตรอบใหม่ ขณะที่ซุยพยายามจับกระแสนี้อย่างชัดเจน
เมื่อก่อน แพลตฟอร์มปล่อยกู้แบบศูนย์กลางอย่าง เซลซิอุส, วอย저, เจเนซิส ที่ล้มไปทีละราย เคยสะท้อนให้เห็นถึง ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ของการนำบิตคอยน์ไปใช้งานผ่านผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์ แฮชจึงออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์นี้ โดยเลือกใช้โครงสร้าง ‘ที่พิสูจน์ได้ด้วยสมาร์ตคอนแทรกต์’ แทนการพึ่งพา ‘เครดิตของตัวกลาง’ แบบเดิม
หัวใจของโมเดลคือ บิตคอยน์จะยังคงอยู่บนเชนดั้งเดิมของตัวเอง แต่สามารถถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันผ่านสมาร์ตคอนแทรกต์ของซุยได้ กล่าวคือ ยังคงรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายบิตคอยน์ ขณะเดียวกันก็เปิดประตูให้เจ้าของเหรียญเข้าร่วมกิจกรรมการเงินออนไชน์ในรูปแบบต่างๆ
อเดนียี อาบิโอดุน(Adeniyi Abiodun) ผู้ร่วมก่อตั้งมิสทีนแล็บส์ (ทีมพัฒนาหลักของซุย) ระบุว่า “บิตคอยน์จะกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักประกันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต” พร้อมเสริมว่า “แฮชคือโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง”
แฮชถูกออกแบบมาให้เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานการเงินบิตคอยน์สำหรับสถาบัน’ โดยเฉพาะ จุดเด่นคือ เงื่อนไขของการปล่อยกู้ การกู้ยืม และการออกเครดิตต่างๆ จะถูกบันทึกและตรวจสอบได้แบบโปร่งใสบนเชนทั้งหมด
คัมเบอร์แลนด์ในฐานะมาร์เก็ตเมคเกอร์สถาบันรายใหญ่ เตรียมพิจารณาเข้ามาเป็นผู้ให้สภาพคล่องออนไชน์ ขณะที่สวิสส์บอร์ก แพลตฟอร์มบริหารสินทรัพย์ในยุโรปที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคน วางแผนเชื่อมต่อสภาพคล่องบิตคอยน์ของกลุ่มผู้ถือสินทรัพย์มูลค่าสูงเข้าสู่แฮช ด้านฟลูอิดซึ่งเป็นโปรโตคอลปล่อยกู้ดีไฟ ก็จะเข้ามาช่วยวางโครงสำหรับ ‘ตลาดปล่อยกู้ระดับสถาบัน’ บนระบบนิเวศนี้
พอล เครมสกี(Paul Kremsky) แห่งคัมเบอร์แลนด์ ให้ความเห็นว่า “บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดอยู่แล้ว แต่การใช้งานบนออนไชน์กลับยังถูกจำกัด” พร้อมชี้ว่า “แฮชคือเฟรมเวิร์กแบบโปร่งใสที่ออกแบบมาสำหรับสถาบันโดยเฉพาะ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดนี้”
สำหรับเทสต์เน็ตระดับโลกที่มีกำหนดเปิดใช้งานในเดือน 7 นี้ จะกลายเป็นเหมือน ‘สนามทดสอบ’ สำหรับการปรับโครงสร้างการเงินของบิตคอยน์แบบเต็มตัว โดยนักพัฒนาองค์กรและบริษัทโครงสร้างพื้นฐานจะเข้าร่วมเพื่อทดสอบสภาพตลาดสมมติ, ทำสเตรสเทสต์ และตรวจสอบการทำงานร่วมกันของระบบในสภาวะใกล้เคียงตลาดจริงมากที่สุด
ภายในระบบนิเวศของซุย ตอนนี้มีทั้งผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง บิทโก(BitGo), บล็อกดีมอน(Blockdaemon), เลเจอร์(Ledger) รวมถึงโปรโตคอลดีไฟหลากหลายประเภทเข้ามามีบทบาทแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้บริการดัชนี, บริษัทประกันภัย และผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความปลอดภัยเข้ามาเสริมทัพ จนภาพของ ‘ระบบนิเวศการเงินบิตคอยน์’ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ท้ายที่สุด การขยับตัวของซุยและแฮชครั้งนี้ ถูกมองได้ว่าเป็นความพยายาม “ดึงบิตคอยน์ที่หลับใหลอยู่ในกระเป๋าเก็บเหรียญ ให้กลับเข้ามาทำงานในระบบการเงิน” ท่ามกลางแนวโน้มที่เงินทุนจากสถาบันทยอยไหลเข้าสู่โลกออนไชน์มากขึ้น คำถามคือ ซุยและแฮชจะสามารถกลายเป็น ‘มาตรฐานใหม่’ ของการเงินบิตคอยน์บนเชนได้จริงหรือไม่ ซึ่งตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0