แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นตัวและธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามคาด แต่ตลาดคริปโตกลับส่งสัญญาณต่างออกไปอย่างชัดเจน โดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ ปรับตัวลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่แรงกดดันจากการร่วงของ STRC การคุมเข้ม ‘เหรียญความเป็นส่วนตัว’ และการรุกคืบของสถาบันการเงินในตลาดสเตเบิลคอยน์และสินทรัพย์โลกจริงแบบโทเคน หรือ ‘RWA’ กำลังเร่งให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนเร็วขึ้น
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Crypto.com Research ระบุว่า แม้บรรยากาศมหภาคจะผ่อนคลายลง หลังความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านลดลง จนช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กฟื้นตัว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์นำโดยเอ็นวิเดีย(NVIDIA) รวมถึงดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ที่ดีดตัวแรง แต่ ‘ตลาดคริปโต’ กลับไม่ได้ตอบรับในทิศทางเดียวกัน
อีกปัจจัยสำคัญคือธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50%-3.75% เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนระยะสั้นลงได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม Crypto.com Research มองว่า ต่างจากตลาดการเงินดั้งเดิม สินทรัพย์ดิจิทัลยังถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยเฉพาะตัวมากกว่า ทั้งเรื่องสภาพคล่อง โครงสร้างผลิตภัณฑ์ และแรงกดดันด้านกฎระเบียบ
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ลดลง 3.76% ขณะที่ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ อ่อนตัว 1.16% พร้อมกันนั้น กองทุนสปอต ETF ของทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐยังเผชิญกระแสเงินไหลออกสุทธิ สะท้อนว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันเริ่มชะลอลงในระยะสั้น ภาพนี้บ่งชี้ว่า ผู้เล่นตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความผันผวน และกฎระเบียบ มากกว่าปัจจัยบวกจากการคงดอกเบี้ย
จุดที่สร้างแรงกระแทกเด่นที่สุดคือการร่วงหนักของ STRC ซึ่งเคยถูกจับตาในฐานะหุ้นบุริมสิทธิที่เชื่อมโยงกับ ‘บิตคอยน์(BTC)’ โดยราคาดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 88.6 ดอลลาร์ หลังเกิดมาร์จินคอลและการบังคับขายต่อเนื่อง ขณะที่ SATA ซึ่งถูกพูดถึงควบคู่กัน ก็ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ 100 ดอลลาร์เช่นกัน โครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิที่ชูผลตอบแทนระดับสองหลัก อาจดูน่าสนใจในช่วงขาขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่ภาวะตลาดอ่อนแอ กลับยิ่งขยายแรงขายผ่านกลไกเลเวอเรจและการชำระบัญชี
กรณี STRC ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์กลุ่ม ‘ดิจิทัลเครดิต’ ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ใช้ผลตอบแทนสูงเป็นจุดขาย ซึ่งต้องถูกตรวจสอบละเอียดขึ้นทั้งด้านหลักประกัน แหล่งสภาพคล่อง และกลไกการชำระบัญชี “ความคิดเห็น” ประเด็นนี้น่าจะกลายเป็นตัวคัดกรองสำคัญในรอบถัดไปของตลาด เพราะนักลงทุนเริ่มระวังผลิตภัณฑ์ที่ให้ยีลด์สูงแต่มีโครงสร้างซับซ้อนมากขึ้น
แม้สินทรัพย์ขนาดใหญ่จะอ่อนตัว แต่เหรียญทางเลือกบางตัวกลับยังไปต่อได้จากปัจจัยเฉพาะ ‘ยูนิสวอป(UNI)’ ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังต่อกลไกเผาค่าธรรมเนียม ซึ่งสะท้อนว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐศาสตร์โทเคนอาจมีผลต่อราคาและความเชื่อมั่นมากกว่าปริมาณการซื้อขายเพียงอย่างเดียว ส่วน ‘อวาแลนช์(AVAX)’ ได้แรงหนุนจากข่าวการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางการเงินที่มีสถาบันเข้าร่วม 28 แห่ง ทำให้ตลาดมองบวกต่อโอกาสใช้งานจริงของเครือข่าย
อีกสัญญาณที่น่าจับตาคือการขยับตัวของมูดีส์ ซึ่งได้รวมระบบจัดอันดับเครดิตเข้ากับบล็อกเชน ‘โซลานา(SOL)’ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของตลาด ‘RWA’ การที่โครงสร้างพื้นฐานด้านเครดิตจากโลกการเงินดั้งเดิมเริ่มเชื่อมเข้ากับบล็อกเชนสาธารณะ มีนัยสำคัญมากกว่าการทดลองเทคโนโลยีทั่วไป เพราะอาจช่วยเร่งการย้ายสินทรัพย์นอกเชน เช่น พันธบัตร สินเชื่อ หรือสิทธิรับผลตอบแทนจากกองทุน ขึ้นมาอยู่บนเชนได้เร็วขึ้น
ฝั่งสถาบันการเงินดั้งเดิมเองก็เร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เชื่อมกับคริปโตมากขึ้น แฟรงคลิน เทมเพิลตันเสนอแนวคิดกองทุนที่แปลงเงินปันผลจากการเงินดั้งเดิมให้เป็น ‘บิตคอยน์(BTC)’ ขณะที่แบล็คร็อกเปิดตัว ETF ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนจากความผันผวนของราคาบิตคอยน์ ด้านสเตต สตรีท และฟิเดลิตี้ ต่างออกกองทุนตลาดเงินหรือ MMF เพื่อเจาะตลาดการบริหารเงินสำรองของสเตเบิลคอยน์ สะท้อนว่าคริปโตไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์เก็งกำไรอีกต่อไป แต่เริ่มเชื่อมกับฟังก์ชันหลักของระบบการเงินแบบเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันจากภาครัฐต่อ ‘เหรียญความเป็นส่วนตัว’ ก็ทวีความเข้มข้นขึ้น สหภาพยุโรป(EU) เตรียมบังคับใช้กฎป้องกันการฟอกเงินที่เข้มงวดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2027 โดยจะห้ามบัญชีนิรนามและเหรียญความเป็นส่วนตัว ขณะที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ก็ส่งสัญญาณชัดว่า จะจำกัดการลิสต์เหรียญประเภทนี้อย่างเข้มงวด ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับและความสอดคล้องกับกฎระเบียบมากกว่าความเป็นนิรนาม
“ความคิดเห็น” สำหรับโครงการคริปโตที่ต้องการเข้าสู่กระแสหลัก ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ต้องออกแบบระบบให้รองรับมาตรฐาน AML และคอมพลายแอนซ์ได้จริง เพราะนั่นอาจเป็นเงื่อนไขหลักในการดึงเงินทุนจากสถาบันในระยะยาว
โดยสรุป ตลาดคริปโตในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในจุดที่จะฟื้นขึ้นตามแรงหนุนจากมหภาคเพียงอย่างเดียว การอ่อนตัวของ ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ การร่วงแรงของ STRC การขยายตัวของ ‘RWA’ บน ‘โซลานา(SOL)’ การคุมเข้ม ‘เหรียญความเป็นส่วนตัว’ และการรุกของสถาบันการเงินในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ล้วนชี้ว่าจุดตัดสินใหม่ของตลาดอยู่ที่ ‘สภาพคล่อง’ ‘ความสอดคล้องด้านกฎระเบียบ’ และ ‘ความยั่งยืนของโครงสร้างผลิตภัณฑ์’ มากกว่าความหวังเรื่องราคาที่จะขึ้นอย่างเดียว
ท้ายที่สุด รายงานของ Crypto.com Research สะท้อนชัดว่า ในรอบต่อไปของ ‘ตลาดคริปโต’ นักลงทุนจะตอบสนองไวขึ้นกับสินทรัพย์และแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับสถาบัน และดึงอุปสงค์ใช้งานจริงเข้ามาได้ ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องการเติบโตเชิงคาดหวังเหมือนในอดีตเท่านั้น
ความคิดเห็น 0