ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงแรงภายในวันเดียวจากราว 66,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 10.14 ล้านบาท) ลงมาบริเวณ 62,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 9.53 ล้านบาท) สร้างบรรยากาศตึงเครียดไปทั่วตลาดคริปโต แม้จะเริ่มเห็นแรงซื้อเก็บของถูกระยะสั้น แต่ยังมีความกังวลว่าการเข้าซื้อครั้งนี้อาจไม่ต่างจากการพยายามจับ ‘มีดที่กำลังร่วง’
แรงเทขายรอบนี้ถูกโยงกับการย่อตัวแรงของดัชนีหุ้นญี่ปุ่น ‘นิกเคอิ’ หลังทำจุดสูงสุดใหม่ ประกอบกับสถานะเลเวอเรจที่สะสมมากเกินไปในตลาดอนุพันธ์ถูกบังคับปิดพร้อมกันจำนวนมาก มูลค่าตลาดรวมสินทรัพย์ดิจิทัลโดยภาพรวมหดตัวลงราว 3% สะท้อนว่าการอ่อนตัวครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ‘บิตคอยน์(BTC)’ แต่กระทบทั้งกระดาน
ในฝั่งอนุพันธ์เริ่มเห็นสัญญาณที่น่าสนใจ จากข้อมูลการเทรดฝั่งเทคเกอร์ในกรอบ 1 ชั่วโมงล่าสุด สัดส่วนฝั่ง‘ลอง’ อยู่ที่ประมาณ 51.15% สูงกว่าฝั่ง ‘ชอร์ต’ ที่ราว 48.85% เล็กน้อย แปลว่าแม้ราคากำลังลง แต่ยังมีเทรดเดอร์บางส่วนเลือกเสี่ยงเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อน ‘การเข้าเร็วเกินไป’ มากกว่าจะเป็นความเชื่อมั่นว่าราคาจะเด้งแรง
‘62,000 ดอลลาร์’ กลายเป็นระดับสำคัญที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษ ปัจจุบันราคาบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแถวโซนนี้ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นแนวต้านมาก่อนและเพิ่งเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแนวรับหลัก หากระดับนี้หลุดลงไป โครงสร้าง ‘ชอร์ตแกมมา’ ในตลาดอนุพันธ์อาจทำให้แรงขายเชิงกลไกถูกเร่งให้รุนแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในมุมมองระยะสั้น โซน 60,000 ดอลลาร์ถูกมองเป็นแนวรับแรก และช่วง 59,500–61,000 ดอลลาร์ถูกประเมินเป็นพื้นที่รับถัดไป บนกราฟ 4 ชั่วโมงยังปรากฏสัญญาณ ‘ไดเวอร์เจนซ์ขาลง’ ซึ่งอาจเปิดทางให้ตลาดกลับลงไปทดสอบระดับล่างเพิ่มได้อีก ด้านปริมาณการซื้อขายก็ยังไม่แข็งแรงพอในช่วงเด้งขึ้นที่ผ่านมา ทำให้ความเป็นไปได้ของการ ‘รีเทสต์จุดต่ำ’ เพื่อยืนยันแนวรับยังคงอยู่
อย่างไรก็ตาม หาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยืนเหนือ 62,000 ดอลลาร์ได้ และกระแสเงินจากกองทุน ETF แบบซื้อขายจริงในตลาดสปอตกลับมาเป็น ‘เงินไหลเข้า’ อีกครั้ง นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ามีโอกาสเห็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่โซน 64,350–66,000 ดอลลาร์
แม้สัญญาณทางเทคนิคจะให้กรอบระยะสั้นพอประเมินได้ แต่ปัจจัยที่ตลาดยอมรับว่ามีผลเหนือกว่าในตอนนี้คือ ‘ภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ’ ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐอย่างดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ท่าทีจากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) รวมถึงประเด็นกำกับดูแล ล้วนมีโอกาสชี้นำทิศทางราคามากกว่าสัญญาณบนกราฟ ‘ความคิดเห็น’ จังหวะหลังการล้างเลเวอเรจ มักเป็นช่วงที่ตลาดมีช่องให้ดีดกลับได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือบรรยากาศภายนอกต้องไม่เป็นลบจนเกินไป
ท่ามกลางภาวะที่บิตคอยน์(BTC) แสดงศักยภาพการเด้งขึ้นจำกัด (ประมาณ 6% จากโซนปัจจุบัน) แต่ยังต้องเผชิญ ‘ความเสี่ยงขาลง’ ที่สูง นักลงทุนสถาบันและรายใหญ่บางส่วนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ในโครงการระยะเริ่มต้นมากขึ้น หนึ่งในโปรเจ็กต์ที่ถูกจับตาในกลุ่มนี้คือ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์($HYPER)’ ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นเลเยอร์2 ในระบบนิเวศของบิตคอยน์ และเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่ผสาน ‘โซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM)’ เข้าไป
โครงสร้างของบิตคอยน์ ไฮเปอร์($HYPER) ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหลักที่ถูกวิจารณ์มายาวนานในเครือข่ายบิตคอยน์ ได้แก่ ความเร็วในการทำธุรกรรมที่ต่ำ ค่าธรรมเนียมที่สูง และข้อจำกัดด้านสมาร์ตคอนแทรกต์ โปรเจ็กต์วางเป้าหมายจะเติมเต็ม ‘ฟีเจอร์เชิงโครงสร้างพื้นฐาน’ เหล่านี้ เพื่อให้บิตคอยน์ถูกใช้เป็นมากกว่าทองคำดิจิทัล
ด้านตัวเลขปัจจุบัน บิตคอยน์ ไฮเปอร์($HYPER) ระบุว่าระดมทุนไปแล้วราว 32 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.92 พันล้านบาท) โดยราคาโทเคนอยู่แถว 0.013682 ดอลลาร์ และเปิดให้มี ‘สเตกกิง’ ควบคู่ไปกับช่วงระดมทุน ซึ่งช่วยดึงดูดผู้เข้าร่วมระยะแรกให้ล็อกโทเคนไว้ในระบบมากขึ้น
ในขณะที่ทิศทาง ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังไม่ชัดเจน เงินทุนบางส่วนจึงเริ่มไหลเข้าสู่โปรเจ็กต์ประเภท ‘โครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศ’ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การเข้าร่วมในโครงการใหม่อย่างบิตคอยน์ ไฮเปอร์($HYPER) หรือโปรเจ็กต์ลักษณะใกล้เคียงกัน จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดโครงสร้าง โปร่งใสของทีม และความเสี่ยงเชิงเทคนิคอย่างรอบคอบ ‘ความคิดเห็น’ โอกาสผลตอบแทนในช่วงแรกอาจสูงกว่าการถือบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แต่ก็มาพร้อมความไม่แน่นอนที่มากกว่าหลายเท่าเช่นกัน
ความคิดเห็น 0