ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 853.5 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบาง ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ตามแผนของนักลงทุนสถาบันมากกว่าการไล่ซื้อตามราคา
Wintermute ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ETF บิตคอยน์(BTC) มีกระแสเงินไหลเข้ารายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ขณะที่ ETF อีเธอเรียม(ETH) ก็มีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยดึงเม็ดเงินเพิ่มอีก 244.9 ล้านดอลลาร์
แบล็คร็อค(BlackRock) ครองสัดส่วนกว่า 80% ของเงินไหลเข้ารวมทั้งสองผลิตภัณฑ์ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ทีมข่าวโทเคนโพสต์เคยรายงานถึงช่วงที่ ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 381 ล้านดอลลาร์มาแล้ว
Wintermute ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าเงินไหลเข้าครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าน่าจะเป็นการจัดสรรพอร์ตตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าของสถาบัน มากกว่าการเข้าซื้ออย่างเร่งรีบเพื่อไล่ตามราคาที่ปรับขึ้น
ETF แบบสปอตคือผลิตภัณฑ์การเงินที่ออกแบบมาให้นักลงทุนสามารถลงทุนตามการเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์(BTC) ผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยไม่ต้องถือครองเหรียญโดยตรง ตัวเลขเงินไหลเข้า-ออกของ ETF จึงถูกใช้เป็นดัชนีสะท้อนความต้องการจากฝั่งการเงินแบบดั้งเดิม
เงินไหลเข้าสุทธิรอบนี้ช่วยลบล้างมุมมองที่ว่า ‘เงินกำลังไหลออกจากบิตคอยน์’ ซึ่งแพร่หลายในตลาดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาไปได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม Wintermute ประเมินว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นผ่าน ETF ยังถูกหักล้างด้วยปริมาณเหรียญที่ไหลเข้าสู่ตลาดจากแหล่งอื่น จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าทิศทางอุปสงค์-อุปทานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
Wintermute ระบุว่า “การฟื้นตัวของเงินไหลเข้า ETF เป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นเท่านั้น” พร้อมย้ำว่า “ความแข็งแกร่งของข้อมูลเพียงหนึ่งสัปดาห์ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” สะท้อนว่าต้องแยกพิจารณาระหว่างเงินไหลเข้าระยะสั้นกับอุปสงค์จากสถาบันที่ต่อเนื่องจริง
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา Wintermute วิเคราะห์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันที่ 12 จะเป็นตัวชี้วัดหลักว่ากระแสการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่จะดำเนินต่อไปหรือไม่
รายงานฉบับเดียวกันเมื่อวันที่ 11 ระบุว่า หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาดและโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนกลับมาสูงกว่า 50% อีกครั้ง เหตุผลที่หนุนการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมาอาจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ต่อจากนี้ ดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) ของสหรัฐฯ จะประกาศในวันที่ 13 ตามด้วยตัวเลขยอดค้าปลีกในวันที่ 14 ส่วนการประชุมแจ็กสันโฮลจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ทำให้ทั้งทิศทางเงินไหลเข้า ETF และตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะถูกจับตาต่อเนื่องจากตลาด
การเข้าสู่ตลาดออนเชนของสถาบันการเงินก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแวดล้อม โดยเวลส์ฟาร์โก(WFC) เตรียมเปิดตัวบริการเงินฝากแบบโทเคน(Tokenized Deposit) บนเชนของตัวเอง เริ่มต้นด้วยช่องทางชำระเงินสกุลดอลลาร์และปอนด์ ภายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
เงินฝากแบบโทเคนคือการแปลงเงินฝากธนาคารให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลเพื่อใช้ชำระเงินและเคลียริ่ง โดยยังคงอยู่ภายใต้ระบบเงินฝากของธนาคารตามปกติ แต่นำฟังก์ชันการโอนและชำระเงินแบบบล็อกเชนมาผสานเข้าไป ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แตกต่างจากสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยภาคเอกชน
ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ หรือ CLARITY Act ก็อยู่ในกำหนดการเช่นกัน Wintermute ระบุในรายงานว่าผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ยื่นญัตติปิดการอภิปรายในช่วงเช้ามืดวันเสาร์ และมีกำหนดลงมติเชิงกระบวนการในวันที่ 15 กันยายน
รายงานระบุว่าการปิดอภิปรายต้องได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภานอกพรรครีพับลิกันอย่างน้อย 7 เสียง ความต่อเนื่องของเงินไหลเข้า ETF จะถูกประเมินผ่านตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมและการประชุมแจ็กสันโฮล ส่วนการลงมติเชิงกระบวนการของ CLARITY Act มีกำหนดในวันที่ 15 กันยายน
ความคิดเห็น 0