จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ลดลงเหลือ 8 ลำต่อวันเมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) ต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกซบเซาลง และสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันรวมถึงบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ออยล์ไพรซ์ (OilPrice) อ้างอิงข้อมูลเรือจากเคปเลอร์ (Kpler) รายงานว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งสองทิศทางในวันดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันล่าสุดที่ 12 ลำ อย่างไรก็ตาม ยังมีเรือบางลำที่ปิดระบบระบุอัตโนมัติ (AIS) สาธารณะระหว่างเดินเรือ ตัวเลข 8 ลำจึงควรมองเป็นจำนวนที่ยืนยันได้เท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณการเดินเรือทั้งหมด
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดทางทะเลที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และเป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันจากตะวันออกกลางถูกส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะเอเชีย เนื่องจากเส้นทางขนส่งทางเลือกมีขีดความสามารถจำกัด ความติดขัดในการเดินเรือจึงอาจกระทบทั้งปริมาณน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยไปพร้อมกัน
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ปริมาณน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นราว 20% ของการบริโภคน้ำมันเหลวทั่วโลก และเป็นเส้นทางที่เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสามารถแล่นผ่านได้
ตัวเลขที่ลดลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าช่องแคบถูกปิดสนิท แต่สะท้อนว่าการเดินเรือยังไม่กลับสู่ภาวะปกติมากกว่า เนื่องจากเรือบางลำปิดระบบ AIS ทำให้ข้อมูลที่เปิดเผยกับปริมาณการเดินเรือจริงอาจแตกต่างกัน การอ้างอิงตัวเลขจากจุดสังเกตเพียงจุดเดียวจึงยังไม่สามารถสรุปภาพรวมทั้งหมดได้
เคปเลอร์ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง ปริมาณเรือที่แล่นข้ามช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากราว 45 ลำต่อวัน เหลือประมาณ 13 ลำ หรือลดลงราว 70% โดยเรือ 8 ลำที่ยืนยันได้ในวันที่สังเกตการณ์ล่าสุดขณะนั้น ล้วนใช้เส้นทางผ่านฝั่งอิหร่านทั้งหมด
นอกจากปริมาณเรือที่ลดลง การกระจุกตัวในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งก็เป็นอีกปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากเส้นทางฝั่งอิหร่านไม่ใช่เส้นทางที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) หรือสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ขณะที่เส้นทางฝั่งโอมานก็ยังไม่จูงใจให้สายการเดินเรือเลือกใช้ เพราะเบี้ยประกันภัยยังไม่ลดลงมากพอ
ทั่วไปแล้วเบี้ยประกันภัยการเดินเรือจะถูกกำหนดตามความเสี่ยงของอุบัติเหตุและพื้นที่ที่เดินเรือผ่าน เมื่อความกังวลด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น เบี้ยประกันและต้นทุนขนส่งก็มักปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินเรือของสายการเดินเรือ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจถูกส่งต่อไปยังราคาซื้อขายน้ำมันในที่สุด
ด้านความตึงเครียดทางการเมืองยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะยุติสงครามและยอมรับเงื่อนไขของอิหร่าน
ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์(Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุในทำนองว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ เมื่อทั้งสองฝ่ายมีท่าทีขัดแย้งกันเกี่ยวกับสถานะของช่องแคบและเงื่อนไขการเปิดใช้งานอีกครั้ง ทำให้สายการเดินเรือยากที่จะประเมินว่าการเดินเรือจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อใด
มาร์เก็ตวอทช์ (MarketWatch) รายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 184.13 จุดเมื่อวันที่ 11 หลังความคาดหวังต่อข้อตกลงเปิดช่องแคบอีกครั้งเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแด็กปรับลดลง 0.3% และ 0.6% ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าส่งมอบเดือนตุลาคมยังคงทรงตัวในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์
ความตึงเครียดจากการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซและความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ต่อเนื่อง ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงการกำหนดราคาสินทรัพย์เสี่ยงด้วย โดยทั่วไปราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักส่งผลทางอ้อมต่อความคาดหวังเงินเฟ้อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนไปถึงบรรยากาศการลงทุนในหุ้นและคริปโตเคอเรนซี
บิตคอยน์(BTC) ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่หากราคาน้ำมันและบรรยากาศการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ตลาดคริปโตก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งนี้ทิศทางและขนาดของผลกระทบที่แท้จริงยังต้องติดตามยืนยันจากตัวชี้วัดตลาดต่อไป
ความคิดเห็น 0