รัสเซียและยูเครนต่างประกาศต่อสาธารณะว่าจะใช้การโจมตีระยะไกลเล็งเป้าหลังแนวรบของอีกฝ่ายเป็นเครื่องมือสู้รบต่อเนื่อง ทำให้การปะทะคารมทวีความรุนแรงขึ้น รัสเซียตำหนิสหรัฐฯ และยุโรปเรื่องการสนับสนุนอาวุธและข่าวกรอง ขณะที่ยูเครนเดินหน้าเสริมระบบโจมตีที่เล็งเป้าไปยังโครงข่ายพลังงานและโลจิสติกส์ของรัสเซีย
เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ(Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวในการแถลงข่าวที่กรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่าการโจมตีดินแดนรัสเซียของยูเครนเกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนอาวุธ ข้อมูลข่าวกรอง และดาวเทียมจากชาติตะวันตก สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์(Interfax) ของรัสเซียรายงานว่า ลาฟรอฟระบุในทำนองว่าทหารสหรัฐฯ และยุโรปเป็นผู้ให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำหนดเป้าหมายและปฏิบัติการอาวุธ
คำกล่าวของลาฟรอฟสะท้อนว่ารัสเซียมองการโจมตีหลังแนวรบของยูเครนเป็นการแทรกแซงทางอ้อมของตะวันตก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่ารัสเซียประกาศปฏิบัติการใหม่อย่างเป็นทางการเพื่อเล็งเป้า 'ต้นทางการสนับสนุนจากตะวันตก' แต่อย่างใด
โวโลดิมีร์ เซเลนสกี(Volodymyr Zelenskiy) ประธานาธิบดียูเครน โพสต์ผ่านเทเลแกรมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนว่า เขาอนุมัติปฏิบัติการ 40 วันเพื่อกดดันให้รัสเซียยุติสงคราม โดยระบุว่าอนุมัติแผนดังกล่าวหลังหารือกับผู้อำนวยการหน่วยความมั่นคงยูเครนเรื่องการโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย
สำนักข่าวรอยเตอร์(Reuters) รายงานว่า ยูเครนเดินหน้าโจมตีระยะกลางถึงไกลเล็งเป้าดินแดนรัสเซียและพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองมาต่อเนื่องหลายเดือน โดยเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมน้ำมัน ซึ่งตีความได้ว่าเป็นความพยายามกดดันฐานที่ตั้งของสงครามรัสเซีย ไม่ใช่แค่เป้าหมายทางทหารใกล้แนวรบเท่านั้น
ยูเครนประกาศเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมว่ากำลังจัดตั้งระบบบัญชาการโจมตีระยะไกลขึ้นภายในกองทัพ เซเลนสกีกล่าวในสุนทรพจน์ต่อประชาชนว่าระบบบัญชาการนี้ต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อลดขีดความสามารถในการทำสงครามของรัสเซีย
ระบบบัญชาการโจมตีระยะไกลนี้ตีความได้ว่าเป็นความพยายามบริหารจัดการปฏิบัติการเล็งเป้าสถานที่พลังงานและโลจิสติกส์หลังแนวรบของรัสเซียให้เป็นระบบมากขึ้น เมื่อสงครามยืดเยื้อ ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่าเชื้อเพลิง การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการทำสงคราม ไม่ใช่แค่การรบในแนวหน้า
รอยเตอร์รายงานว่า การโจมตีพลังงานและโลจิสติกส์ของรัสเซียโดยยูเครนนำไปสู่การที่รัสเซียสั่งห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลและจำกัดการเดินเรือใกล้ทะเลอาซอฟ พร้อมระบุว่ากำลังการผลิตน้ำมันเบนซินภายในประเทศของรัสเซียลดลงเหลือราว 65% ของกำลังการผลิตทั้งหมด อันเป็นผลพวงจากการโจมตี
แรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงของรัสเซียได้ลุกลามเป็นอีกประเด็นหนึ่งไปแล้ว ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า การส่งออกน้ำมันดีเซลของรัสเซียลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบหลายปี
การโจมตีหลังแนวรบของยูเครนต่อรัสเซียกำลังขยายวงไปยังโรงกลั่นและจุดโลจิสติกส์มากขึ้น ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเช่นกันว่า ยูเครนกล่าวอ้างว่าใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันทันเนโก(Tanneco) ในสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย
ดมิทรี เปสคอฟ(Dmitry Peskov) โฆษกเครมลิน กล่าวเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมว่ารัสเซียจะรอข้อเสนอใหม่จากสหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังไม่ปิดประตูการทูตเสียทีเดียว
ขณะเดียวกัน เปสคอฟกล่าวด้วยว่าหากยังมองไม่เห็นแนวโน้มสันติภาพ รัสเซียก็พร้อมใช้วิธีการทางทหารเพื่อบรรลุเป้าหมาย เท่ากับว่ารัสเซียเปิดช่องเจรจาไว้ แต่ยังไม่ลดความตั้งใจที่จะสู้รบต่อ
ยังไม่มีการยืนยันผลกระทบโดยตรงของการปะทะคารมครั้งนี้ต่อตลาดคริปโต โดยผลกระทบที่ปรากฏในรายงานเน้นไปที่ห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงของรัสเซียและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์รอบทะเลดำและทะเลอาซอฟ
การปะทะกันด้วยการโจมตีระยะไกลระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังกลายเป็นตัวแปรที่เขย่าทั้งการผลิตพลังงาน การส่งออกเชื้อเพลิง และการขนส่งทางทะเลไปพร้อมกัน ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายต่างทยอยประกาศความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ตั้งแต่การอนุมัติปฏิบัติการ 40 วัน การจัดตั้งระบบบัญชาการโจมตีระยะไกล ไปจนถึงท่าทีรอข้อเสนอจากสหรัฐฯ
ความคิดเห็น 0