ดาริโอ อโมได(Dario Amodei) ซีอีโอบริษัทแอนโทรปิก(Anthropic) ระบุว่าต้นตอของกระแสต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากคำเตือนเรื่องความเสี่ยงของ AI แต่มาจาก 'วิกฤตความเชื่อใจ' ที่ประชาชนมีต่อภาคธุรกิจ รัฐบาล และวงการเทคโนโลยี
อโมไดโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X) เมื่อวันที่ 15 (เวลาท้องถิ่น) เพื่อตอบโต้คำวิจารณ์ของกาวิน เบเกอร์(Gavin Baker) นักลงทุน ที่กล่าวหาว่าคำเตือนเรื่องความเสี่ยงของ AI จากอโมไดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้าน AI ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะการคัดค้านการสร้างศูนย์ข้อมูล (data center)
เบเกอร์มองว่าอโมไดกำลังสูญเสียแรงโน้มน้าวในการถกเถียงเรื่องกฎระเบียบ AI และควรอธิบายอุตสาหกรรมนี้ในแง่บวกมากกว่านี้ ด้านเทคครันช์(TechCrunch) รายงานว่าอโมไดไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่าข้อความของเขาสร้างความหวาดกลัวจนเกินไป
อโมไดชี้แจงว่าที่ผ่านมาเขาให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและประโยชน์ของ AI ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน พร้อมยกตัวอย่างบทความ 'Machines of Loving Grace' ที่เขาเขียนขึ้นเพราะเห็นว่าวงการ AI ยังนำเสนอภาพอนาคตที่เทคโนโลยีจะช่วยให้โลกดีขึ้นได้ไม่มากพอ
เขายอมรับว่าสาธารณชนมองภาพลักษณ์ของ AI ในแง่ลบ แต่ปฏิเสธว่าสาเหตุมาจากคำเตือนเรื่องความเสี่ยงของตนเองหรือบุคคลอื่นในวงการ
“ผมมองว่าโดยพื้นฐานแล้วนี่คือวิกฤตความเชื่อใจ” อโมไดกล่าว สื่อถึงว่าคนทั่วไปไม่เชื่อใจภาคธุรกิจ รัฐบาล และวงการเทคโนโลยี และสงสัยว่าฝ่ายเหล่านี้กำลังวางกลไกใหม่ที่จะสร้างความเสียเปรียบให้พวกเขา
อโมไดมองว่าความไม่เชื่อใจนี้ก่อตัวขึ้นมานานหลายสิบปี และกระแสต่อต้าน AI ก็เป็นเพียงส่วนขยายของความไม่เชื่อใจดังกล่าว โดยตีความว่าแก่นของข้อถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี AI เอง แต่อยู่ที่ความไม่ไว้วางใจต่อผู้สร้างและผู้เผยแพร่เทคโนโลยีนี้
อโมไดกล่าวว่าคำวิจารณ์ที่ตรงประเด็นที่สุดต่อบริษัท AI คือการที่ยังพิสูจน์คำมั่นสัญญาใหญ่โตให้เห็นเป็นจริงไม่ได้ ด้านบิสสิเนสอินไซเดอร์(Business Insider) รายงานว่าอโมไดระบุว่าคำกล่าวอ้างที่ว่า AI จะรักษาโรคมะเร็งได้เริ่มถูกมองว่าเป็นวลีซ้ำซากไร้น้ำหนักไปแล้ว และการสร้างผลงานจริงให้ประจักษ์คือหนทางเดียวที่จะกู้ความเชื่อใจกลับคืนมา
ประเด็นเรื่องกฎระเบียบก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน อโมไดโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่ากฎระเบียบจะยิ่งรวมศูนย์เทคโนโลยี AI ไว้ในมือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยระบุว่าเป็น 'ทางเลือกลวง'
เขากล่าวว่าในซิลิคอนแวลลีย์มีมุมมองที่เชื่อมโยงกฎระเบียบเข้ากับการยึดกุมกฎระเบียบ (regulatory capture) และการรวมศูนย์อำนาจ ขณะที่บางฝ่ายมองว่ากฎระเบียบเป็นกลไกจำกัดอำนาจของบริษัทและสร้างประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไป พร้อมอธิบายว่าเวลาที่แอนโทรปิกร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย บริษัทพยายามออกแบบให้เป็นภาระกับบริษัท AI แนวหน้า (frontier AI) ขนาดใหญ่ แต่เอื้อประโยชน์ต่อผู้เล่นรายเล็กที่เป็นคู่แข่ง
แอนโทรปิกสนับสนุนร่างกฎหมายความโปร่งใสด้าน AI แนวหน้าของรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือ SB 53 มาโดยตลอด โดยบริษัทระบุบนเว็บไซต์ทางการว่ากฎหมายฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อกำหนดให้ผู้พัฒนา AI แนวหน้ารายใหญ่ต้องเปิดเผยการประเมินความเสี่ยงและระบบบริหารจัดการความเสี่ยง โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นให้กับบริษัทขนาดเล็ก
AI แนวหน้า (frontier AI) หมายถึงโมเดล AI ขั้นสูงที่มีทั้งประสิทธิภาพสูงสุดและความเสี่ยงสูงสุดในเวลาเดียวกัน โมเดลลักษณะนี้เชื่อมโยงกับประเด็นศูนย์ข้อมูล การใช้พลังงาน ข้อมูลลิขสิทธิ์ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทำให้กลายเป็นข้อถกเถียงทางสังคมที่ขยายวงกว้างเกินขอบเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ในสหรัฐฯ กระแสต่อต้านที่เกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล AI การใช้ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ พิวรีเสิร์ชเซ็นเตอร์(Pew Research Center) เปิดเผยผลสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 50% มีความกังวลมากกว่าความคาดหวังต่อการขยายบทบาทของ AI ในชีวิตประจำวัน
สำหรับนักลงทุนในไทย ข้อถกเถียงครั้งนี้ถือเป็นข้อมูลประกอบการตีความโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงกระแสความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ที่ลามไปถึงหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ เงิน และเซมิคอนดักเตอร์ คำกล่าวของอโมไดในครั้งนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างตรรกะการเติบโตของอุตสาหกรรม AI กับการยอมรับของสังคมอีกครั้งหนึ่ง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: TechCrunch, Business Insider, Anthropic, Pew Research Center
ความคิดเห็น 0