รัฐบาลอังกฤษเตรียมบังคับให้แพลตฟอร์มคริปโตภายในประเทศ ‘รายงานธุรกรรม’ ของผู้พำนักในประเทศทุกคนตั้งแต่ปี 2026 ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการบังคับใช้ของ ‘กรอบรายงานสินทรัพย์เข้ารหัส (CARF)’ ที่ออกแบบโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้ภาษีระดับโลก
เมื่อมาตรการนี้เริ่มมีผล กรมสรรพากรของอังกฤษ (HMRC) จะสามารถเก็บข้อมูลการซื้อขายคริปโตของทั้งในและนอกประเทศได้แบบอัตโนมัติได้เป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากกรอบ CARF เดิมที่เน้นเฉพาะการซื้อขายข้ามพรมแดน การปรับใช้ภายในประเทศของสหราชอาณาจักรในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็น ‘ช่องทางหลีกเลี่ยงภาษี’
กรอบ CARF กำหนดให้ผู้ให้บริการด้านคริปโตต้องดำเนินการ ‘ตรวจสอบตัวตนผู้ใช้งาน’ รายงานธุรกรรม และทำ Due Diligence ตามรอบปี ด้วยมาตรการใหม่นี้ ธุรกรรมภายในประเทศจะไม่ถูกยกเว้นอีกต่อไป โดย HMRC ต้องการยกระดับความโปร่งใสของคริปโต ให้อยู่ในระดับเดียวกับ ‘บัญชีการเงินแบบดั้งเดิม’ รัฐบาลยังระบุว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้คริปโตก้าวออกไปนอก ‘มาตรฐานรายงานทั่วไป (CRS)’ ซึ่งเป็นเกณฑ์สากลที่ใช้กับบัญชีการเงินทั่วไป
ทาง HMRC ยังให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้กระบวนการรายงานของผู้ประกอบการเป็น ‘ระบบที่เข้าใจง่ายขึ้น’ พร้อมทำให้การติดตามทางภาษีมีความแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษยังเสนอแนวทาง ‘ภาษีแบบไม่กำไร-ไม่ขาดทุน (no gain, no loss)’ สำหรับผู้ใช้งานการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (DeFi) ซึ่งจะยกเว้นภาษีกำไรจากการขายทรัพย์สิน จนกว่าจะมีการขายจริงในอนาคต โดยอุตสาหกรรมคริปโตในประเทศมีท่าที ‘สนับสนุน’ มาตรการนี้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ แนวโน้มควบคุมภาษีคริปโตไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในอังกฤษเท่านั้น ทั่วโลกต่างเริ่มกระชับกฎเกณฑ์มากขึ้น เช่น ในเกาหลีใต้ กรมสรรพากรประกาศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เตรียมยึดคริปโตที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเย็น (Cold Wallet) พร้อมดำเนินการตรวจค้นถึงบ้านผู้หลีกเลี่ยงภาษี สเปนก็กำลังพิจารณาเก็บภาษีรายได้จากคริปโตสูงสุดถึง ‘47%’ สำหรับรายได้ระดับบน และเสนออัตราคงที่ ‘30%’ สำหรับบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดังกล่าว
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ว่า การบังคับใช้กรอบ CARF และการแบ่งปันข้อมูลแบบข้ามชาติครั้งแรกในปี 2027 ที่จะถึงนี้ จะทำให้การใช้คริปโตเป็น ‘พื้นที่ปลอดภาษี’ ทำได้ยากขึ้นอย่างมาก ความเคลื่อนไหวของแต่ละประเทศครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า คริปโตกำลังก้าวเข้าสู่กรอบการกำกับดูแลภาษีอย่างเต็มรูปแบบในระดับสากล
‘ความคิดเห็น’: การรายงานรายการธุรกรรมของผู้ใช้งานคริปโตทุกคนในประเทศอาจเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดให้คริปโตต้องรับผิดชอบในระดับเดียวกับสินทรัพย์การเงินทั่วไป ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความโปร่งใสต่อรัฐบาล แต่ยังอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งตลาดในระยะยาว
ความคิดเห็น 0