ตลาดคริปโตเริ่มต้นปี 2026 ด้วยการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงของกลุ่ม *มีมคอยน์* หลังจากแตะระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 มูลค่าตลาดของมีมคอยน์ได้ทะยานกลับเหนือ 8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท) อย่างรวดเร็ว โดยหลายเหรียญร้อนแรงทะลุความคาดหมายของนักลงทุน นำโดย *เปเป้(PEPE)* ซึ่งพุ่งขึ้นกว่า 65% นับตั้งแต่ต้นปี
รายงานจาก *CryptoQuant* ระบุว่า ส่วนแบ่งของมีมคอยน์ในตลาดอัล트คอยน์เคยลดลงมาแตะ 3.2% ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งนับเป็น ‘ระดับต่ำสุดในประวัติการณ์’ แต่จากสถิติที่ผ่านมา ระดับดังกล่าวมักนำสู่วงจรการดีดตัวแรง และรอบนี้ก็ไม่ต่างกัน *เปเป้(PEPE)* เพียงวันเดียวในต้นปี 2026 ก็พุ่งขึ้น 34% ตามด้วย *บองค์(BONK)* และ *ฟโลกิ(FLOKI)* ที่เพิ่มขึ้น 49% และ 40% ตามลำดับ มูลค่าการซื้อขายรวมของทั้งตลาดมีมคอยน์พุ่งทะลุ 9 พันล้านดอลลาร์ทันที ทำให้เกิดการ ‘ล้างชอร์ต’ ครั้งใหญ่ ส่งผลให้นักเก็งกำไรแห่เข้าซื้อเพิ่มอีก
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ระมัดระวังและความผันผวนของ *บิตคอยน์(BTC)* ที่ลดลง ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนหันไปแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น *บิตคอยน์(BTC)* เองยังคงทรงตัวบริเวณ 93,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.34 ล้านบาท) หลังจากทะลุ 90,000 ดอลลาร์เมื่อต้นปี
*ดอจคอยน์(DOGE)* พลิกกลับจากขาลงที่ต่อเนื่องมาหลายปี โดยพุ่งขึ้นกว่า 20% ขณะที่ *ชิบะอินุ(SHIB)* ก็ปรับขึ้น 18.9% ในช่วงสัปดาห์เดียว ข้อมูลออนเชนยังเผยให้เห็นการหมุนเวียนของมีมคอยน์ยอดนิยมอย่าง *PUMP*, *BONK*, และ *FLOKI* ในระดับที่สูงผิดปกติ สะท้อนการ ‘สะสม’ ของกระเป๋าเงินต่าง ๆ ที่กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะ *เปเป้(PEPE)* ซึ่งในวันเดียวเพิ่มมูลค่าตลาดถึง 3 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาวะ ‘FOMO’ หรือความกลัวพลาดรอบนี้
ขณะที่ระบบนิเวศของมีมคอยน์ยังคงเติบโตจากการสนับสนุนของแพลตฟอร์ม *Pump.fun* ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างโทเคนบนเชนของ *โซลานา(SOL)* รายงานจาก *Messari* ระบุว่า โทเคนใหม่กว่า 70-77% ที่สร้างบนโซลานาในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลงานจาก *Pump.fun* และกินสัดส่วนถึงหนึ่งในสี่ของธุรกรรมประจำวันของเครือข่าย โดยโครงการนี้สร้างรายได้รวมกว่า 866 ล้านดอลลาร์ และนำไปใช้ซื้อคืนและเผาโทเคน *PUMP* ไปแล้วกว่า 8% ของทั้งหมด
แม้ตลาดรองรับโทเคนใหม่อย่างแข็งขันจากแพลตฟอร์มที่เปิดให้ใครก็สร้างเหรียญได้ แต่รายงาน *CoinGecko* ที่ *CoinDesk* อ้างอิง ชี้ว่า โทเคนที่เปิดตัวอย่างอิสระโดยไม่ผ่านแพลตฟอร์มหรือ Launchpad ยังคงครองตลาด 86.2% ในขณะที่เหรียญผ่าน Launchpad เคยขึ้นไปถึง 20.5% แต่ก็ลดลงภายหลัง
*เทมเพลต* ที่โดดเด่นในจักรวาลมีมคอยน์ตอนนี้ยังคงหนีไม่พ้นธีม ‘หมา’ ที่ไม่ใช่แค่ *ดอจคอยน์(DOGE)* แต่รวมถึงเหรียญอื่นด้วยในสัดส่วนรวมถึง 39.5% รองลงมาคือธีม ‘กบ’ อย่าง *เปเป้(PEPE)* และ ‘แมว’ อย่าง *POPCAT* และ *MEW*
ในด้านความนิยมทั่วโลก สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้วยสัดส่วนการเข้าถึงหน้าเกี่ยวกับมีมคอยน์ถึง 30% เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 เพิ่มขึ้นจาก 20% ในปีก่อนหน้า ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ 7 ใน 10 ประเทศอันดับต้น ๆ เป็น ‘ตลาดเกิดใหม่’ ที่คิดเป็น 38% ของความสนใจรวม ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มนักลงทุนรายย่อยจากมือถือยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญบางรายเชื่อว่า ภาพรวมในตอนนี้คล้ายกับช่วงปลายปี 2020 ที่หลังจากเดือนธันวาคมอันเงียบเหงา มีมคอยน์กลับมาร้อนแรงในต้นปี 2021 จนเติบโตจากมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ไปเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ ในเวลาอันสั้น
หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มีความเป็นไปได้ที่มูลค่าตลาดของมีมคอยน์จะพุ่งสู่ระดับ 69,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.97 แสนล้านบาท) ภายในไตรมาสแรกของปี 2026 โดยมี *บิตคอยน์(BTC)* เป็นตัวแปรหลัก เพราะหากยังคงความนิ่งต่อไป การแห่เข้าลงทุนในอัลคอยน์ที่มีความเสี่ยงสูงอาจดำเนินต่อได้
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายเตือนว่าการพุ่งแรงในรอบนี้อาจเป็น ‘กับดักกระทิง (Bull Trap)’ ก็ได้ โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือการเปลี่ยนแปลงของปริมาณซื้อขาย และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจมหภาค หากตลาดเริ่มซบเซาหรือแรงซื้ออ่อนลง ราคาของมีมคอยน์อาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว
‘*มูลค่าค้างซื้อขาย (Open Interest)*’ และ ‘*การไหลของทุนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง*’ คือดัชนีหลักที่นักลงทุนควรเฝ้าจับตา เพราะถ้ากระแสนักลงทุนรายย่อยเข้ามาแรงเหมือนในปี 2021 การเกิดรอบใหม่ของ ‘มีมคอยน์บูม’ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้จะมาพร้อมกับความ *ผันผวน* ที่สูงไม่น้อยก็ตาม
ความคิดเห็น 0