บิ๊ก 5 เทรดคริปโตเกาหลีจับมือกรมสรรพากร ลุยสร้างระบบ “ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล” รับปี 2027
แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้เดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เตรียมรับ ‘ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่มีกำหนดเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2027 โดยได้เริ่มทำงานร่วมกับกรมสรรพากรเพื่อพัฒนาระบบ ‘รายงานและยื่นภาษีคริปโต’ แบบครบวงจรแล้ว
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) สื่อเกาหลีรายงานว่า แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 ราย ได้แก่ 업비트, 빗썸, 코인원, 코빗 และ 고팍스 ซึ่งถูกจัดให้เป็น 5 เทรดหลักของประเทศ กำลังทำงานร่วมกับกรมสรรพากรเกาหลีเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน ‘ภาษีคริปโต’ โดยตรง ฝั่งกระทรวงกลยุทธ์และการคลังของเกาหลีใต้ย้ำชัดว่าจะไม่เลื่อนกำหนดบังคับใช้ และไม่พิจารณายกเลิกมาตรการเก็บภาษีดังกล่าว
คยองโก โฮ เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองนโยบายภาษีเงินได้ กระทรวงกลยุทธ์และการคลัง ระบุในเวทีเสวนาด่วนที่กรุงโซลว่า รัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้ ‘ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล’ ตามแผนเดิมในเดือนมกราคม 2027 โดยไม่มีการขยับเวลาออกไปอีก ‘ภาษี’ ส่วนนี้จะคิดในอัตรา 20% พร้อมด้วยภาษีท้องถิ่นอีก 2% รวมเป็น 22% ของกำไรที่ต้องเสียภาษี เขาชี้แจงว่าโครงสร้างดังกล่าวอาจ ‘เอื้อต่อผู้ลงทุน’ มากกว่าการนำไปคิดรวมกับรายได้อื่นแบบ ‘ภาษีรวม (종합과세)’ ในบางกรณี
ภายใต้ร่างกฎหมายปัจจุบัน กำไรจากการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลจะเริ่มถูกเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 2.5 ล้านวอนต่อปี โดยไม่จำกัดแค่กำไรจากการขาย (capital gain) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมโทเคน การโอน หรือรูปแบบอื่นๆ ที่สร้างผลตอบแทน ซึ่งจะถูกจัดให้อยู่ในหมวด ‘รายได้อื่น (기타소득)’ ที่ต้องยื่นแบบแยกต่างหาก
รัฐบาลเกาหลีประเมินว่า ‘ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล’ ครั้งนี้จะกระทบผู้ลงทุนราว 13.26 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขขนาดใหญ่และสะท้อนว่าตลาดคริปโตในประเทศไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มนักเก็งกำไรส่วนน้อยอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งใน ‘ทางเลือกการจัดการสินทรัพย์’ ของคนทั่วไปไปแล้ว บิตคอยน์(BTC) ยังคงเคลื่อนไหวบริเวณ 79,827 ดอลลาร์ต่อเหรียญในช่วงวันทำการล่าสุด ท่ามกลางความคาดหวังว่าการบังคับใช้ระบบภาษีอย่างเต็มรูปแบบอาจทำให้ ‘พฤติกรรมการเทรด’ และกลยุทธ์ของผู้เล่นในตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ ‘ภาษีคริปโต’ คือการตามเก็บภาษีจากธุรกรรมที่ทำผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ, โปรโตคอลแบบกระจายศูนย์ (DeFi) และการเทรดแบบ P2P ซึ่งหน่วยงานรัฐเข้าถึงข้อมูลได้ยาก รัฐบาลเกาหลีมองว่าการใช้กติกา ‘รายงานบัญชีการเงินต่างประเทศ’ ร่วมกับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ‘CARF’ จะช่วยให้สามารถติดตามและตรวจสอบประวัติการทำธุรกรรมของผู้เสียภาษีได้ในระดับหนึ่ง
อีกประเด็นสำคัญคือการจัดเก็บภาษีจากรายได้รูปแบบใหม่ในโลกคริปโต เช่น ‘สเตคกิ้ง’, ‘แอร์ดรอป’ และ ‘ดอกเบี้ยจากการให้ยืมโทเคน’ ซึ่งยังไม่มีเกณฑ์ปฏิบัติและรายละเอียดเชิงเทคนิคประกาศออกมาชัดเจนในตอนนี้ ธุรกรรมเหล่านี้กลายเป็นช่องทางหลักในการสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้เล่นรายย่อยครองสัดส่วนสูงอย่างเกาหลี
กรมสรรพากรและเทรดคริปโต 5 รายจึงอยู่ระหว่างการออกแบบ ‘มาตรฐานการรายงานและยื่นแบบ’ สำหรับแต่ละประเภทของรายได้ รวมถึงการจัดหมวด, วิธีคำนวณกำไรขาดทุน และรูปแบบการส่งข้อมูลธุรกรรมจากเทรดไปยังรัฐ โดยตั้งเป้าจะจัดทำกรอบกติกาให้เสร็จทันการบังคับใช้ในปี 2027
‘ความคิดเห็น’ เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีฐานผู้ใช้รายย่อยหนาแน่นที่สุดในโลก การเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีคริปโต’ ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้เข้ารัฐ แต่ยังเป็นการบังคับให้ตลาดปรับตัวสู่ความโปร่งใสมากขึ้น ทั้งในด้านข้อมูลธุรกรรม, การเปิดเผยตัวตนผู้ลงทุน และวิธีรายงานรายได้จากผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่ ผลลัพธ์ระยะยาวอาจกลายเป็นต้นแบบด้าน ‘กฎหมายภาษีคริปโต’ ให้กับประเทศอื่นที่กำลังมองหาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุน, การจัดเก็บภาษี และการสนับสนุนนวัตกรรมในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล
ความคิดเห็น 0