ฮังการีเดินหน้ายกเลิกโทษอาญา ‘การซื้อขายคริปโต’ ส่งสัญญาณ ‘ผ่อนคลายกฎระเบียบ’ ชัดเจน หลังพบกฎเหล็กที่เพิ่งใช้เมื่อปีที่แล้วทำให้ปริมาณซื้อขายทรุดตัว และแพลตฟอร์มคริปโตหลายแห่งทยอยถอนตัวออกจากประเทศ
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph ระบุว่า อันนิตา เคอเวล โฆษกรัฐบาลพรรคทีเซอร์(Tisza) ของฮังการี แถลงว่าจะยกเลิกข้อกำหนดลงโทษทางอาญาที่เคยใช้กับ ‘การแปลงคริปโตเป็นเงินเฟียต’ และ ‘การซื้อขายระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท’ โดยตรง กฎเดิมกำหนดว่าหากมีการทำธุรกรรมโดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ได้รับอนุญาตก็อาจถูกดำเนินคดีอาญา ส่งผลให้การซื้อขายคริปโตในประเทศหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
เคอเวลระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “กฎหมายฉบับนี้ไม่จำเป็น และทำให้การดำเนินงานจริงแทบเป็นไปไม่ได้” พร้อมย้ำว่าทำให้ ‘ผู้เล่นในตลาด’ หวาดกลัวและถอยห่างจากระบบ นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่าบทลงโทษทางอาญาในกฎหมายดังกล่าวส่งผลกระทบในทางลบกับประชาชนเป็นหลัก ‘หลายแสนคน’ ซึ่งสะท้อนว่าแนวคิดการใช้โทษอาญามาคุมตลาดคริปโตอาจรุนแรงเกินไป
ภายใต้กรอบกฎหมายปี 2025 ของฮังการี ผู้ลงทุนต้องได้รับใบรับรองจาก ‘ผู้ให้บริการตรวจสอบการแปลงสินทรัพย์เสมือนที่ได้รับอนุญาต’ ก่อนจึงจะทำธุรกรรมได้ หากไม่มีใบรับรองดังกล่าว ธุรกรรมจะถูกจัดอยู่ในหมวด ‘การซื้อขายสินทรัพย์เสมือนโดยไม่ได้รับอนุญาต’ และอาจถูกลงโทษจำคุกตามมูลค่าธุรกรรม โดยมูลค่า 5,000,000–50,000,000 ฟอรินต์มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี มูลค่า 50,000,000–500,000,000 ฟอรินต์มีโทษสูงสุด 5 ปี และหากเกิน 500,000,000 ฟอรินต์ โทษสูงสุดอาจถึง 8 ปี ‘โทษจำคุก’ จึงไม่ใช่แค่ข้อกฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นความเสี่ยงจริงสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก
แรงกดดันไม่ได้ตกอยู่แค่ฝั่งผู้ลงทุน แพลตฟอร์มและผู้ให้บริการคริปโตเองก็ได้รับภาระเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มฟินเทคชื่อดังอย่าง รีโวลูต(Revolut) ตัดสินใจหยุดให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลในฮังการี หลังกรอบกำกับดูแลใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป(EU) ก็เริ่มตรวจสอบว่ากฎของฮังการีสอดคล้องกับกฎภายในกลุ่มหรือไม่ จนเกิดคำถามว่าฮังการีกำลังก้าวข้ามมาตรฐานร่วมของยุโรปไปหรือไม่
การตัดสินใจเดินหน้าถอนกฎเหล็กครั้งนี้ ยังเชื่อมโยงกับ ‘การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง’ ภายในประเทศอย่างชัดเจน ภายหลังการเลือกตั้งปีที่แล้ว พรรคทีเซอร์ซึ่งมีจุดยืน ‘โปรยุโรป’ เข้ารับอำนาจบริหาร แทนที่รัฐบาลของวิกเตอร์ ออร์บาน ที่ปกครองยาวนานถึง 16 ปี ทิศทางใหม่ของรัฐบาลมุ่งไปที่การลดความตึงเครียดกับ EU และการกลับเข้าสู่แนวทางที่สอดคล้องกับยุโรปมากขึ้น การถอยจากโทษอาญาด้านคริปโตจึงถูกมองว่าเป็น ‘อีกก้าวหนึ่ง’ ในการปรับจูนความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป
‘ความคิดเห็น’
กรณีของฮังการีกลายเป็นตัวอย่างสำคัญว่าการใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งกับตลาดคริปโตส่งผลต่างกันอย่างไร การลงโทษถึงขั้นจำคุกอาจสร้างภาพลักษณ์ว่า ‘รัฐไม่เป็นมิตร’ จนผู้เล่นรายใหญ่และรายย่อยพากันหนีออกนอกประเทศ หรือย้ายไปใช้บริการในเขตอำนาจศาลอื่นที่มีกติกาชัดเจนแต่สมเหตุสมผลมากกว่า นักลงทุนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า การเน้น ‘การนำคริปโตเข้าสู่กรอบกฎหมายปกติ’ โดยใช้กลไกกำกับดูแลแบบสถาบันมากกว่าโทษอาญา จะช่วยให้ตลาดเติบโตและรัฐควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า
ตลาดมองสัญญาณ ‘ถอยจากโทษอาญา’ ครั้งนี้ว่าเป็นการพยายามดึงนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลของฮังการีกลับสู่ ‘ความเป็นจริง’ มากขึ้น คือหันมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ให้บริการและนักลงทุนอยู่ในระบบแทนที่จะผลักให้หายไปจากสายตาหน่วยงานกำกับ ‘การบังคับใช้กฎหมายที่แข็งเกินไป’ ถูกพิสูจน์แล้วว่าทำให้สภาพคล่องหาย รายได้ภาษีลด และนวัตกรรมไหลออกนอกประเทศ
ท้ายที่สุด กรณีฮังการีกำลังส่งสัญญาณไปถึงหลายประเทศที่ยังชั่งใจเรื่อง ‘ท่าทีต่อคริปโต’ ว่า การมุ่งใช้โทษอาญาเป็นหลักอาจทำให้ตลาดแห้งเหือด แต่การออกแบบกฎที่สมดุล ระหว่างการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินกับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาวสำหรับนโยบาย ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’
ความคิดเห็น 0