บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแคบแถว ‘61,000ดอลลาร์’ (ราว 9,390만원) ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องทิศทางระยะสั้น หลังตลาดกำลังเผชิญทั้ง ‘ออปชันมูลค่า 10,000ล้านดอลลาร์’ ใกล้หมดอายุ และตัวเลขเงินเฟ้อส่วนบุคคลสหรัฐ (PCE) ที่เตรียมประกาศ ซึ่งอาจช่วยเร่งให้ความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามข้อมูลจาก Deribit(เดริบิต) ออปชันที่กำลังจะหมดอายุรอบนี้คิดเป็นราว ‘37%’ ของสถานะคงค้างออปชันบิตคอยน์ทั้งหมด จึงถูกมองว่าเป็นอีเวนต์ขนาดใหญ่ของไตรมาสนี้ อีกทั้งยังเป็นช่วง ‘โครงสร้างรีเซตปลายไตรมาส’ ที่มักมี ‘แรงกดดันฝั่งขาย’ สูงเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อตลาดสถาบันเริ่มชะลอการเข้าซื้อ และภาพใหญ่ด้านเศรษฐกิจมหภาคยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้แรงซื้อใหม่ถูกจำกัดอย่างชัดเจน
นักลงทุนกำลังจับตา ‘แนวรับ 60,000ดอลลาร์’ (ราว 9,240만원) อย่างใกล้ชิด หากสามารถยืนได้ มุมมอง ‘ยืนยันจุดต่ำระยะสั้น’ ยังพอเป็นไปได้ แต่หากหลุดลงมา การปรับฐานอาจเร่งตัวลงอย่างรวดเร็ว ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า ปัจจุบันฝั่ง long และ short กระจุกตัวมากเกินไปทั้งสองด้าน ยิ่งช่วยขยายโอกาสเกิดการแกว่งรุนแรง (volatility spike) เมื่อราคาเบรกช่วงสะสม
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจ สหรัฐจะประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม ในวันพฤหัสบดี เวลา 8:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หากตัวเลขออกมา ‘สูงกว่าคาด’ ตลาดอาจลดความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ส่งผลให้แรงขายในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต เพิ่มขึ้น แต่หาก ‘เงินเฟ้อชะลอตัว’ ก็มีโอกาสจุดชนวนรีบาวด์ระยะสั้น ทว่า ‘ปัจจัยออปชันหมดอายุ’ ยังเป็นความเสี่ยงที่กดดันอยู่ดี
บิตคอยน์(BTC) เพิ่งร่วงแรงในรอบก่อนหน้า และยังดีดกลับไม่ผ่าน ทำให้ราคาติดอยู่ใกล้ 61,000ดอลลาร์ ในเชิงเทคนิค ‘60,000ดอลลาร์’ ถูกมองเป็นแนวรับหลัก หากถูกเจาะลงไปมีโอกาสสูงที่โมเมนตัมขาลงจะยิ่งแข็งแรงขึ้น ด้านแนวต้านสำคัญถูกวางไว้บริเวณ ‘63,000–64,500ดอลลาร์’ ซึ่งเป็นโซนที่ราคาทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ยังไม่สามารถยืนเหนือได้ จึงกลายเป็นกรอบที่ ‘ต้องผ่านให้ได้’ หากต้องการยืนยันการกลับตัวขึ้นจริง
ในมุมมองเชิงบวก หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาตามหรือ ‘ต่ำกว่าคาด’ และแนวรับ 60,000ดอลลาร์ยังคงอยู่ สถานการณ์รีบาวด์ไปสู่ ‘64,500ดอลลาร์’ หรือแม้แต่ ‘66,000ดอลลาร์’ ยังถูกพูดถึงในตลาด อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนเทรนด์กลับเป็นขาขึ้นอย่างเต็มตัว ราคาจำเป็นต้อง ‘เบรกและยืนเหนือแนวต้าน’ เหล่านี้ให้ได้ก่อน
ฝั่งตรงข้าม หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูง หรือราคา ‘หลุด 60,000ดอลลาร์’ โครงสร้างตลาดอาจอ่อนแรงลงชัดเจน และนำไปสู่การ ‘ทดสอบจุดต่ำใหม่’ ต่อเนื่อง ‘ความคิดเห็น’ หลายสำนักมองว่าทิศทางในระยะสั้นของบิตคอยน์ตอนนี้แทบจะผูกติดกับการป้องกันแนวรับระดับนี้โดยตรง
ในภาพรวมแม้บิตคอยน์(BTC) จะมีโอกาสเด้งขึ้นไปถึง 68,000ดอลลาร์จากระดับปัจจุบัน แต่อัพไซด์ทางตัวเลขคิดเป็นเพียงราว 6% เท่านั้น สถานะในฐานะ ‘สินทรัพย์ขนาดใหญ่’ ทำให้โอกาสเติบโตแบบหวือหวาจำกัด เมื่อเทียบกับโปรเจกต์ระยะเริ่มต้น ส่งผลให้นักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่ม ‘หมุนเม็ดเงิน’ ไปหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าในระยะสั้น
หนึ่งในโครงการที่ถูกพูดถึงคือ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ ซึ่งชูจุดขายเป็นโปรเจกต์เลเยอร์2 ของบิตคอยน์ที่ใช้โครงสร้างโซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM) เป้าหมายคือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของบิตคอยน์ ทั้งเรื่อง ‘ความเร็วที่ต่ำ, ค่าธรรมเนียมสูง และการขยายตัวที่จำกัด’ เพื่อดึงดูดดีเวลลอปเปอร์และสภาพคล่องจากภายนอก
โปรเจกต์ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ เปิดระดมทุนผ่านรอบพรีเซลล์ และสามารถดึงเงินได้แล้วราว ‘32ล้านดอลลาร์’ (ประมาณ 493억원) ขณะที่ราคาที่ใช้ในรอบพรีเซลล์อยู่ที่ ‘0.0136821ดอลลาร์ต่อโทเคน’ โครงสร้างที่ให้ ‘รางวัลสเตคกิ้งสูง’ ในช่วงแรก ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักเก็งกำไรเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ราคา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงถูกมองว่าเป็นตัวกำหนดอารมณ์หลักของตลาดคริปโตโดยรวมอย่างน้อยจนถึงปี 2026 การซ้อนทับกันของอีเวนต์ใหญ่ทั้ง ‘ออปชันหมดอายุขนาด 10,000ล้านดอลลาร์’ และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ(PCE) ในรอบนี้ จึงอาจกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยนระยะสั้น’ ของตลาดได้ไม่มากก็น้อย และมีแนวโน้มสูงที่ภาวะ ‘ความผันผวนรุนแรง’ จะยังอยู่กับนักลงทุนไปอีกระยะหนึ่ง
ความคิดเห็น 0