อเมซอน(Amazon, $AMZN) กำลังเดินหน้าขยายบริการส่งพัสดุด้วยโดรน ‘ไพร์ม แอร์ (Prime Air)’ ให้ครอบคลุมเมืองและตำบลหลายร้อยแห่งทั่วสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันด้านความเร็วในการจัดส่งที่ขยายจากเครือข่ายโลจิสติกส์ภาคพื้นดินไปสู่การขนส่งทางอากาศระดับต่ำ
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า อเมซอนกำลังผลักดันให้บริการส่งพัสดุด้วยโดรนครอบคลุมเกือบ ‘500 เมืองและตำบล’ ทั่วสหรัฐฯ ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมตั้งเป้าส่งพัสดุให้ได้ 1 ล้านชิ้นภายในปีนี้ ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวมาจากรายงานของ CNBC ไม่ใช่ข้อมูลที่อเมซอนเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
ในข้อมูลที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 อเมซอนระบุว่าไพร์ม แอร์ให้บริการส่งพัสดุภายใน 60 นาทีใน 9 พื้นที่ทั่วสหรัฐฯ โดยเอกสารฉบับเดียวกันระบุว่าบริการนี้ดำเนินการหลักอยู่ในจุดศูนย์กลางย่านชานเมือง
อเมซอนยังระบุในโพสต์เปิดเผยข้อมูลแยกต่างหากว่า ไพร์ม แอร์ จะสามารถให้บริการลูกค้าได้ถึง 30 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ พร้อมตั้งเป้าส่งพัสดุรวม 500 ล้านชิ้นภายในสิ้นปี 2030
ไพร์ม แอร์ มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่เจฟฟ์ เบโซส(Jeff Bezos) เปิดเผยครั้งแรกในปี 2013 ก่อนจะผ่านการทดสอบเทคโนโลยีและการให้บริการเชิงพาณิชย์แบบจำกัดมาอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มเข้าสู่ขั้นที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์เสริมเพื่อร่นระยะเวลาจัดส่ง
เงื่อนไขสำคัญของการขยายบริการอยู่ที่ ‘กฎระเบียบ’ อเมซอนระบุว่าได้รับอนุญาตบินนอกสายตา (Beyond Visual Line of Sight หรือ BVLOS) จากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024
BVLOS คือรูปแบบการบินที่นักบินไม่มองเห็นโดรนด้วยตาเปล่าโดยตรง แต่ควบคุมการบินผ่านอุปกรณ์และเทคโนโลยีแทน การอนุมัตินี้เป็นฐานที่ทำให้อเมซอนเริ่มให้บริการจากเมืองคอลเลจสเตชัน รัฐเท็กซัส ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นในวงกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอกสารเปิดเผยของ FAA ชี้ว่าแผนขยายยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา โดย FAA ระบุในเอกสารที่เผยแพร่ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2026 ว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับจุดให้บริการแห่งใหม่ของไพร์ม แอร์ ได้แก่ เมืองแบตันรูช รัฐลุยเซียนา เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา และเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์
ตามเอกสารดังกล่าว แต่ละจุดให้บริการมีแผนปฏิบัติการบินสูงสุดวันละ 1,000 เที่ยว หรือราว 365,000 เที่ยวต่อปี การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นจากประชาชนสะท้อนว่าบริการส่งพัสดุด้วยโดรนไม่ได้ขยายทั่วประเทศได้ทันทีเพียงเพราะได้รับอนุมัติด้านเทคโนโลยีเท่านั้น
เงื่อนไขของตัวโดรนเองก็จำกัดขอบเขตการให้บริการเช่นกัน ข้อมูลอย่างเป็นทางการของอเมซอนและเอกสารของ FAA ระบุตรงกันว่าโดรนรุ่น MK30 ออกแบบมาให้บรรทุกสินค้าน้ำหนักสูงสุด 5 ปอนด์ (ราว 2.3 กิโลกรัม) และส่งในรัศมีไม่เกิน 7.5 ไมล์
นั่นหมายความว่าบริการส่งพัสดุด้วยโดรนยังไม่สามารถทดแทนการจัดส่งสินค้าทุกประเภทในทุกพื้นที่ได้ แต่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์เสริมที่ส่งสินค้าบางรายการซึ่งมีน้ำหนักและระยะทางเข้าเงื่อนไขได้อย่างรวดเร็วมากกว่า
ปฏิกิริยาจากชุมชนท้องถิ่นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ที่เมืองเฟิร์นเดล รัฐมิชิแกน มีการยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเสียงรบกวนจากโดรนของอเมซอนราว 5 กรณี และหน่วยงานท้องถิ่นกำลังพิจารณาแนวทางรับมือร่วมกับคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่น
ในทางกลับกัน อเมซอนระบุว่าปีนี้สัดส่วนคำร้องเรียนของลูกค้าเกี่ยวกับไพร์ม แอร์ ที่เกี่ยวข้องกับเสียงรบกวนอยู่ที่ต่ำกว่า 1% และปฏิกิริยาของคนในพื้นที่โดยรวมเป็นไปในทางบวก หากความกังวลเรื่องเสียงรบกวนและความเป็นส่วนตัวไม่ลดลง กำหนดเวลาการขยายจุดให้บริการใหม่ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
การแข่งขันในตลาดนี้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน วิง(Wing) และวอลมาร์ท(Walmart, $WMT) ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่าจะเปิดตลาดส่งพัสดุด้วยโดรนใหม่เพิ่มอีก 7 แห่ง สะท้อนว่าบริการส่งพัสดุด้วยโดรนกำลังก้าวข้ามจากการทดลองของบริษัทเดียว ไปสู่สนามแข่งขันด้านความเร็วในการจัดส่งระหว่างผู้ค้าปลีกรายใหญ่และแพลตฟอร์มโลจิสติกส์
สำหรับผู้อ่านในไทย การขยายบริการส่งพัสดุด้วยโดรนในสหรัฐฯ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอีคอมเมิร์ซ ระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติ และกฎระเบียบการบินระดับต่ำ ซึ่งก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเรื่อง มาตรการภาษีโดรนของสหรัฐฯ และเงื่อนไขเพดานสินค้าที่ผลิตในเกาหลีใต้ มาแล้ว ทั้งนี้ ขอบเขตการให้บริการจริงของอเมซอนในระดับใหญ่ยังต้องผ่านกระบวนการอนุมัติของ FAA การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม และการยอมรับของชุมชนในแต่ละพื้นที่ก่อนจึงจะกำหนดได้ชัดเจน
ความคิดเห็น 0