บิทซัม(Bithumb) หนึ่งในกระดานซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ประกาศลด *เลเวอเรจ* ของบริการเงินกู้ด้านคริปโตที่เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนที่แล้ว โดยลดจากระดับเดิมลงครึ่งหนึ่ง พร้อมลด *วงเงินกู้สูงสุดต่อราย* ลงอย่างมีนัยสำคัญในความพยายามเพื่อเพิ่มการคุ้มครองนักลงทุน
เมื่อวันที่ 1 ทางบิทซัมกลับมาเปิดให้ใช้บริการอีกครั้ง หลังประกาศหยุดให้บริการชั่วคราวเมื่อวันที่ 29 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยว่าได้ *ปรับรูปแบบการดำเนินงานบางส่วนหลังการทบทวนบริการอย่างรอบด้าน* โดยได้ลดระดับเลเวอเรจจาก 4 เท่าเหลือ 2 เท่า และลดเพดานวงเงินกู้สูงสุดต่อบุคคลจาก 10,000 ล้านวอน (ประมาณ 263 ล้านบาท) เหลือ 2,000 ล้านวอน (ประมาณ 52 ล้านบาท) หรือลดลงถึง 80%
น่าสนใจคือ การลดวงเงินสินเชื่อที่ว่านี้จะถูกใช้กับผู้ลงทุนรายใหญ่เช่นกัน เช่นผู้ที่มี *มูลค่าการซื้อขายสะสมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 100,000 ล้านวอน (ประมาณ 2,639 ล้านบาท)* ซึ่งสะท้อนว่าบิทซัมมีเป้าหมายในการลดการเปิดรับความเสี่ยงที่มากเกิน และยกระดับความมั่นคงด้านกฎหมายของบริการเงินกู้ดังกล่าว โดยบริษัทเปิดเผยว่าได้หารือกับหน่วยงานกำกับดูแลก่อนเปิดบริการอีกครั้ง
การปรับเปลี่ยนล่าสุดนี้ยังสะท้อนความเคลื่อนไหวของทางการเกาหลีใต้ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ *แนวทางกำกับดูแลบริการกู้ยืมคริปโต* โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม คณะกรรมการบริการทางการเงิน (FSC), คณะกรรมการกำกับและตรวจสอบบริการทางการเงิน (FSS), สถาบันวิจัยด้านการเงินของเกาหลี และผู้ให้บริการรายใหญ่ ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงาน (TF) เพื่อผลักดันการกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับวงการนี้ ซึ่งรวมถึงเพดานเลเวอเรจ, มาตรฐานการรับหลักประกัน ไปจนถึงแนวทางการเปิดเผยความเสี่ยง
ทางการยังแสดงจุดยืนชัดว่า ต้องเร่ง *ประเมินความเสี่ยงของบริการเงินกู้ประเภทเสี่ยงสูง เช่น กู้โดยใช้เลเวอเรจสูงหรืออิงเงินสดโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน* ซึ่งบิทซัมเองดูเหมือนจะ *ตอบสนองเชิงรุกต่อทิศทางนโยบายภาครัฐ* ผ่านการปรับบริการครั้งนี้
ในขณะที่ตลาดคริปโตยังคงดึงดูดความสนใจของนักลงทุนชาวเกาหลี ผลสำรวจจากศูนย์วิจัยฮานาไฟแนนเชียล (Hana Financial Management Research Institute) พบว่า *ประชากรวัย 20-50 ปี ราว 27% มีการถือครองสินทรัพย์คริปโต* โดยเฉลี่ยใช้สัดส่วน 14% ของพอร์ตการลงทุน และกลุ่มวัย 40 ปีถือครองสูงที่สุดถึง 31% รองลงมาคือวัย 30 และ 50 ปี
นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงท่าทีชัดเจนในการ *โยกเงินลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโต* โดยในเดือนมกราคมสัดส่วนหุ้นคริปโตในกลุ่มหุ้นที่ถูกซื้อสุทธิสูงสุด 50 อันดับแรกอยู่ที่ 8.5% แต่เพิ่มขึ้นเป็น 36.5% ในเดือนมิถุนายน และลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 31.5% ในเดือนกรกฎาคม
*ความคิดเห็น*: ท่ามกลางบริบทของตลาดและกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์ของบิทซัมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้าง ‘ความมั่นคงระยะยาว’ และ ‘ความเชื่อมั่นของนักลงทุน’ อย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0