หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ทำสถิติทะลุ *37 ล้านล้านดอลลาร์* (ประมาณ 5,143 ล้านล้านวอน) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดดุลงบประมาณและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะกลับมาใช้นโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งทำให้เกิดความคาดหวังว่า *บิตคอยน์(BTC)* อาจปรับตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า ราคาบิตคอยน์อาจพุ่งแตะ *132,000 ดอลลาร์* (ประมาณ 18.3 ล้านบาท) ได้ภายในสิ้นปีนี้
การคาดการณ์นี้ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังจาก *โทมัส แมสซี(Thomas Massie)* ส.ส.จากพรรครีพับลิกัน แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 10 ว่า ภายหลังจากการประกาศใช้กฎหมาย *One Big Beautiful Bill Act* หนี้ของสหรัฐฯ ก็พุ่งทะยานเกิน 37 ล้านล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการ
กฎหมายฉบับนี้ลงนามโดย *ประธานาธิบดีทรัมป์* เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางถึง *1.6 ล้านล้านดอลลาร์* (ประมาณ 2,224 ล้านล้านวอน) อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งเดือนหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ กลับพบว่า *ขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์* ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเงินภาครัฐกลับถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองระยะสั้น มากกว่าการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างแท้จริง
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มขาดดุลงบประมาณยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ธนาคารกลางต้องกลับมาใช้นโยบาย *ผ่อนคลายทางการเงิน* เช่น *มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing)* ที่จะเข้าซื้อตราสารหนี้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบ ซึ่งอาจทำให้มูลค่าสกุลเงินอ่อนตัวลง และกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินทรัพย์เพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่าง *บิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัล* อื่นๆ มากขึ้น
หากสหรัฐฯ ยังคงสะสมหนี้ในระดับสูง นักลงทุนจำนวนมากอาจแปรเป้าหมายสู่คริปโตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลดค่าของเงินตรา ความเคลื่อนไหวนี้จะยิ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของ *บิตคอยน์ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล”* ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ส่งราคาบิตคอยน์ให้สูงขึ้นในอนาคต ความคิดเห็น: ภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ ยิ่งทำให้คริปโตดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในมุมมองของนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบเดิม
ความคิดเห็น 0