วิตาลิก บูเทอรินเผย “การขยายอีเธอเรียมไม่ได้อยู่ที่ ‘ความเร็ว’ แต่คือการเพิ่ม ‘แบนด์วิธ’”
วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์ด้านเทคนิคสำหรับการขยายเครือข่ายอีเธอเรียมให้เพิ่มขึ้นได้ถึง ‘1,000 เท่า’ โดยชี้ว่า ปัจจัยสำคัญไม่ใช่เรื่องของ ‘ความเร็ว’ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความจุ’ หรือ ‘แบนด์วิธ’ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มปริมาณข้อมูลที่เครือข่ายสามารถรองรับได้ ไม่ใช่เพียงแค่เร่งความเร็วในการประมวลผลธุรกรรม
จากโพสต์ในบล็อกของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ บูเทอรินระบุว่า “เป้าหมายที่สำคัญกว่าการลด ‘ดีเลย์’ หรือความช้าของธุรกรรม คือการเพิ่มความสามารถของเครือข่ายในการจัดการข้อมูล กล่าวคือ ‘แบนด์วิธ’ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่า และนำไปสู่ความสามารถในการขยายตัวที่แทบไร้ขีดจำกัด”
บูเทอรินยังอธิบายด้วยว่า ความพยายามในการลดดีเลย์มีข้อจำกัดทางฟิสิกส์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เรื่องของความเร็วแสง อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดที่ว่าต้องสามารถรันโหนดได้จากพื้นที่ห่างไกลหรืออุปกรณ์ทั่วไปภายในบ้าน พร้อมทั้งยังต้องรักษาคุณสมบัติ ‘ต้านทานการตรวจสอบ’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ จึงไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ง่ายทางกายภาพ
เมื่อเปรียบอีเธอเรียมเสมือน ‘ทางด่วน’
บูเทอรินได้เปรียบเปรยแนวคิดเรื่องการขยายขีดความสามารถของอีเธอเรียมว่า หากเปรียบเครือข่ายอีเธอเรียมเป็นทางด่วน การรองรับรถที่มากขึ้นสามารถทำได้ 2 ทาง คือ เพิ่มความเร็ว(ลดดีเลย์) หรือเพิ่มจำนวนช่องจราจร(เพิ่มแบนด์วิธ) ซึ่งเขาเห็นว่าการเพิ่มช่องจราจรนั้นทั้ง ‘ปลอดภัยกว่า’ และ ‘มีประสิทธิภาพมากกว่า’ ในระยะยาว
แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน บูเทอรินเคยเขียนบทความว่าด้วย “ข้อจำกัดของการขยายบล็อกเชน” และเคยโต้แย้งกับทรัมป์เกี่ยวกับทวีตที่ว่า ถ้าเพิ่มความเร็วของดอจคอยน์(DOGE) 10 เท่า ขยายขนาดบล็อก 10 เท่า และลดค่าธรรมเนียมลง 100 เท่า ก็น่าจะชนะ ทางบูเทอรินไม่เห็นด้วย เพราะการเร่งความเร็วนั้นทำให้การดำเนินโหนดด้วยเครื่องทั่วไปแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งละเมิดแนวคิด ‘การกระจายศูนย์’
เขากล่าวว่า โหนดควรสามารถรันบนแลปท็อปหรือเครื่องมือทั่วไปได้ เพื่อให้เกิด ‘การกระจายศูนย์อย่างแท้จริง’ หากเครือข่ายต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างขนาดใหญ่เพื่อทำงาน ก็จะนำไปสู่การรวมศูนย์ ทั้งนี้อาจทำให้ผู้เล่นรายใหญ่เข้าควบคุมการตัดสินใจของโปรโตคอลได้ง่ายขึ้น และอาจเปลี่ยนกฎเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่ความเร็วก็ยังปรับปรุงได้…ขยายตัวได้อีกหลายเท่า
แม้ว่าจะเน้นหนักที่แบนด์วิธ บูเทอรินไม่ได้ปฏิเสธว่า การเพิ่มความเร็วของเครือข่ายก็ยังสามารถทำได้ เขากล่าวว่า “ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน เรายังสามารถลดดีเลย์ลงได้ เช่น การใช้ ‘รหัสลบข้อมูล’ (erasure coding) ในระบบ P2P เพื่อลดเวลาส่งข้อมูล หรือการลดจำนวนโหนดย่อยในสภาพแวดล้อม subnet ก็ช่วยให้ขั้นตอนการประมวลผลง่ายขึ้น”
จากข้อมูลของบูเทอริน วิธีเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของอีเธอเรียมได้มากถึง 3 ถึง 6 เท่าจากปัจจุบัน และยังอยู่ในระดับที่สามารถทำได้จริง
เป้าหมายของอีเธอเรียม... ‘หัวใจเต้นของโลก’
บูเทอรินวาดภาพว่าอีเธอเรียมควรมุ่งเป็น ‘โลกาแห่งชีพจร’ หรือ ‘World Heartbeat’ มากกว่าเป็นเพียง ‘เซิร์ฟเวอร์เกมระดับโลก’ กล่าวคือ อีเธอเรียมควรทำหน้าที่เป็นเชนศูนย์กลางที่แอปพลิเคชันระดับโลกทั้งหมดสามารถใช้ได้อย่างเสถียร
เขาอธิบายว่า หากรวมเทคโนโลยี zk และโซลูชันด้านความพร้อมของข้อมูลแบบหลายชั้น เช่น PeerDAS อีเธอเรียมจะสามารถขยายตัวได้มากกว่าปัจจุบันหลายพันเท่า แนวทางนี้พิสูจน์ว่าสามารถบรรลุได้ทั้ง ‘ความเร็วมหาศาล’ และ ‘การกระจายศูนย์’ ได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นอะไรที่หลายคนเคยมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แม้กระนั้น บูเทอรินก็ยอมรับว่า วันหนึ่งอาจมีแอปพลิเคชันบางประเภทที่ต้องการทำงานเร็วกว่าชีพจรของอีเธอเรียม ในกรณีนั้น เขาเสนอให้ใช้โซลูชันนอกเครือข่าย (offchain) หรือเทคโนโลยีเลเยอร์ 2 ซึ่งจะยังคงมีบทบาทสำคัญในอนาคตสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วเป็นพิเศษ
*‘แบนด์วิธ’, ‘ความเป็นกระจายศูนย์’ และ ‘ความยืดหยุ่น’ คือหัวใจของการขยายอีเธอเรียม* ในนิยามของบูเทอริน และนั่นคือทิศทางที่เขาเชื่อว่าอีเธอเรียมจะเดินหน้าไปอย่างยั่งยืนและปลอดภัยในระดับโลก.
ความคิดเห็น 0