หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของอิตาลีส่งสัญญาณเข้มงวดต่อ ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ ผู้มีอิทธิพลด้านการเงินบนโซเชียลมีเดีย โดยเตือนว่าการส่งเสริมการลงทุนใน *สกุลเงินดิจิทัล* ไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่ให้ความรู้เท่านั้น แต่ถือว่าเป็น ‘คำแนะนำด้านการลงทุน’ ที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหากไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของสหภาพยุโรป(EU)
เมื่อวันที่ 24 ตามเวลาท้องถิ่น สำนักกำกับดูแลตลาดการเงินของอิตาลี (CONSOB) อ้างอิงเอกสารเตือนภัยจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งยุโรป (ESMA) ชี้ว่า ผู้ผลิตคอนเทนต์ด้านการเงินที่มักโปรโมทแนวคิดอย่าง “วิธีรวยเร็ว” หรือเชิญชวนให้ลงทุนใน *บิตคอยน์(BTC)* และ *อีเธอเรียม(ETH)* บนโซเชียลมีเดีย จะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกับบริษัทการลงทุน รวมถึงต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย ไม่ต่างจากผู้ให้คำแนะนำทางการเงินมืออาชีพ
ตามรายงานของ ESMA การโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD), ฟอเร็กซ์, ฟิวเจอร์ส, แพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิ้ง และ *สกุลเงินคริปโตฯ* บางประเภท ต้องแสดงคำเตือนที่ชัดเจนว่าอาจ *สูญเสียเงินต้น 100%* และผู้เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวต้องตระหนักถึงความรับผิด แม้จะไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นที่ปรึกษาการลงทุนก็ตาม
ESMA ยังระบุชัดว่า การใส่ข้อความทั่วไปอย่าง “ไม่ได้เป็นคำแนะนำการลงทุน” ไม่ถือว่าเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิด โดยเฉพาะหากเป็นโพสต์ที่ได้รับค่าตอบแทนหรือมีความร่วมมือทางการค้า ฟินฟลูเอนเซอร์ที่เผยแพร่เนื้อหาในลักษณะนี้จึงต้องระบุว่าเป็น “โฆษณา” อย่างชัดเจน รวมถึงตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกันนั้นได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจด้านการเงินอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นทางผ่านสำหรับ *การหลอกลวงในคริปโต* โดยไม่รู้ตัว
ท่าทีของอิตาลีในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของสหภาพยุโรปที่เพิ่มความเข้มงวดต่อกิจกรรมด้านการลงทุนบนโซเชียลมีเดีย ESMA เคยออกแถลงการณ์ในเดือนตุลาคม 2021 ย้ำว่าการเผยแพร่เนื้อหาลักษณะล่อแหลมหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยไม่เปิดเผย อาจเข้าข่าย *ละเมิดกฎตลาดทุน* ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง โดยบุคคลธรรมดาอาจถูกปรับสูงสุดถึง 5 ล้านยูโร หรือราว 73.7 ล้านบาท และในบางประเทศอาจมีโทษอาญาร่วมด้วย
ในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้ดำเนินการเชิงรุก โดยฝรั่งเศสผ่านสำนักงานกำกับหลักทรัพย์(AMF) และสำนักงานมาตรฐานการโฆษณา (ARPP) ได้ร่วมกันเปิดตัว ‘ใบรับรองความรับผิดชอบ’ สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องการโปรโมต *ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน* รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี ในปี 2023 ส่วนอังกฤษก็ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการสื่อสารทางการเงินบนโซเชียลมีเดียในปี 2024 พร้อมเปิดตัวแคมเปญร่วมกับบุคลากรจากรายการเรียลลิตี้ชื่อดังเพื่อเตือนผลกระทบจากการโฆษณาที่ไม่มีใบอนุญาต
แรงกดดันในการควบคุมฟินฟลูเอนเซอร์ยังสูงขึ้นจากกรณีตัวอย่างในอดีต อาทิ เมื่อปี 2022 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ได้ปรับคิม คาร์เดเชียนเป็นเงิน 1.26 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18.5 ล้านบาท) ฐานโฆษณา *อีเธอเรียมแมกซ์(EMAX)* บน Instagram โดยไม่เปิดเผยค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม
อีกกรณีหนึ่งคือการเกิดคดีความมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.47 แสนล้านบาท) ต่อยูทูบเบอร์ชื่อดังหลายรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโปรโมตโปรเจกต์ในเครือของบริษัท FTX ที่ล้มละลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลของฟินฟลูเอนเซอร์มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของนักลงทุนจริง
‘ความรับผิดชอบของฟินฟลูเอนเซอร์’ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องจริยธรรมในเนื้อหา หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ *การคุ้มครองนักลงทุน* และ *การฟื้นฟูความน่าเชื่อถือในตลาดคริปโตฯ* โดยเฉพาะในขณะนี้ที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้ระเบียบ MiCA อย่างเป็นทางการ มีแนวโน้มว่าฟินฟลูเอนเซอร์รวมถึงช่องทางการตลาดที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลจะถูกควบคุมในระดับที่เข้มงวดยิ่งกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0