สวิฟต์ประกาศเดินหน้านำระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์มาใช้อย่างเป็นทางการ จุดประกายคาดการณ์ว่า โปรเจกต์บล็อกเชนอย่างริปเปิล(XRP) และเฮเดรา(HBAR) อาจมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างการโอนเงินแห่งอนาคต โดยเป้าหมายของสวิฟต์คือการเปลี่ยนการชำระเงินข้ามแดนให้รวดเร็วและราบรื่นไม่ต่างจากการโอนภายในประเทศ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าทิศทางดังกล่าวสะท้อนการยอมรับในแนวทางของริปเปิล
เมื่อไม่นานมานี้ สวิฟต์เปิดเผยผ่านบล็อกอย่างเป็นทางการว่า เตรียมเปิดตัว *มาตรฐานการชำระเงินแบบใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง* พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าสู่โครงสร้างของตน โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบบัญชีร่วมบนบล็อกเชน เพื่อรองรับระบบการชำระเงินแบบทันที
ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สวิฟต์จะร่วมมือกับธนาคารกว่า 40 แห่งทั่วโลกในการทดสอบระบบ 'สวิฟต์เพย์เมนต์สกีม' หรือ SPS ซึ่งมีเป้าหมายให้สามารถดำเนินธุรกรรมระหว่างประเทศได้แบบเรียลไทม์ โดยระบบใหม่นี้จะอิงกับสินทรัพย์บนบล็อกเชนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว มีความคาดหวังว่าริปเปิล(XRP) และเฮเดรา(HBAR) จะกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลัก เนื่องจากทั้งสองโปรเจกต์ผ่านมาตรฐานสากล ISO 20022 และมีประสบการณ์ร่วมมือกับสถาบันการเงินระดับโลกอยู่แล้ว
ริปเปิลมีความได้เปรียบจากความร่วมมือในระบบการเงินดั้งเดิม ขณะที่เฮเดราเน้นจุดแข็งด้านเทคโนโลยี โดยอ้างว่าระบบสามารถประมวลผลได้สูงถึง 10,000 ธุรกรรมต่อวินาที แม้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทั้งสองจะถูกเลือกใช้งานจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่า ทั้ง XRP และ HBAR เป็นโครงสร้างที่สอดคล้องกับเป้าหมายของสวิฟต์ ซึ่งต้องการระบบที่ ‘โปร่งใส’, ‘ทำนายได้’ และ ‘รองรับมัลติเชน’
ด้านติแอร์รี ชิโลซี(Thierry Chilosi) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของสวิฟต์ ระบุว่า การผสานโครงสร้างการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นขั้นตอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกยุคดิจิทัล พร้อมย้ำว่า โซลูชันการชำระเงินใหม่ของสวิฟต์จะไม่ขึ้นกับเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะเน้นโครงสร้างมัลติเชนที่สามารถเชื่อมโยงได้หลากหลายระบบ
นอกจากริปเปิลและเฮเดรา ยังมีการคาดการณ์ว่า สเตลลาร์ลูเมน(XLM) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ปฏิบัติตาม ISO 20022 อาจรวมกลุ่มเข้าไปร่วมกับสวิฟต์ในอนาคตเช่นกัน ข้อมูลจากวงการยังระบุว่า สวิฟต์มีความเคลื่อนไหวร่วมกับลิเนีย (Linea) ซึ่งเป็นเลเยอร์ 2 ที่พัฒนาโดยอดีตร่วมก่อตั้งเมตาแมสก์ เพื่อเสริมศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย
*ความคิดเห็น*: นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การที่สวิฟต์หันมาเลือกใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนถือเป็นการยอมรับว่าโครงสร้างแบบเดิมอาจล้าหลัง และเดินหน้าปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวนจากกระแสดิจิทัล
ส่วนผลิตภัณฑ์เวอร์ชัน MVP (ขั้นต่ำที่ใช้งานได้) ของระบบ SPS คาดว่าจะเปิดตัวภายในครึ่งแรกของปี 2026 และหากผ่านการพิสูจน์ด้านเทคโนโลยีแล้ว จะเริ่มขยายผลไปยังสถาบันการเงินทั่วโลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป การที่สวิฟต์และโลกการเงินดั้งเดิมเริ่มออกเดินทางร่วมกับบล็อกเชนในภารกิจ 'การชำระเงินแบบเวลาจริง' นั้น ถือว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับโทเคนอย่าง XRP และ HBAR ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างหลักในระบบการเงินยุคใหม่
ความคิดเห็น 0