ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล AI และคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ดันตัวเลขคาดการณ์ไฟฟ้าสูงสุดปี 2040 ของเกาหลีใต้ให้พุ่งขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่มห่วงโซ่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างดูซาน เอเนอร์บิลิตี้ (034020) กลับมาเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นอีกครั้ง
หนังสือพิมพ์ฮันกุกยองเจ (Korea Economic Daily) รายงานเมื่อวันที่ 25 ว่า ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI และการสร้างคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ ผนวกกับความคาดหวังด้านการก่อสร้างและส่งออกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งในและต่างประเทศ กำลังส่งผลต่อมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มีต่อกลุ่มบริษัทเกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ โดยหุ้นหลักที่ถูกพูดถึงในรายงานคือดูซาน เอเนอร์บิลิตี้
ตัวเลขคาดการณ์ไฟฟ้าที่ปรับใหม่นี้มาจากการหารือ 'แผนพื้นฐานอุปสงค์-อุปทานไฟฟ้าฉบับที่ 12' ของรัฐบาล กระทรวงภูมิอากาศ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลการจัดทำแผนฉบับที่ 12 เปิดเผยร่างเบื้องต้นในเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 20 ระบุเป้าหมายความต้องการไฟฟ้าสูงสุดปี 2040 ไว้ที่ 158.4 กิกะวัตต์ตามสถานการณ์พื้นฐาน และ 165.0 กิกะวัตต์ตามสถานการณ์ปรับเพิ่ม
ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 26.6-26.8 กิกะวัตต์ จากช่วง 131.8-138.2 กิกะวัตต์ที่เคยเสนอไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง การหารือเรื่องการลงทุนในโรงไฟฟ้าและโครงข่ายส่งไฟฟ้าก็ขยายตัวตามไปด้วย
หัวใจของความต้องการที่เพิ่มขึ้นคืออุตสาหกรรมไฮเทคและศูนย์ข้อมูล AI โดยความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเพิ่มเติมในปี 2040 จากอุตสาหกรรมไฮเทค อย่างเซมิคอนดักเตอร์ ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 24.3-24.6 กิกะวัตต์
ส่วนความต้องการเพิ่มเติมจากศูนย์ข้อมูล AI อยู่ที่ 11.9 กิกะวัตต์ เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์เดือนเมษายน อุตสาหกรรมไฮเทคเพิ่มขึ้น 20.6 กิกะวัตต์ ขณะที่ศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้น 7.9 กิกะวัตต์
แผนพื้นฐานอุปสงค์-อุปทานไฟฟ้าเป็นแผนของรัฐบาลที่ใช้คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าระยะกลางถึงระยะยาว และออกแบบโครงสร้างโรงไฟฟ้าและสัดส่วนแหล่งพลังงาน โดยแผนฉบับที่ 12 นี้ครอบคลุมช่วงปี 2026-2040
ในเชิงนโยบายพลังงานของเกาหลีใต้ ตัวเลขนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้า การเสริมโครงข่ายส่งไฟฟ้า และสัดส่วนแหล่งพลังงานแต่ละประเภท เนื่องจากศูนย์ข้อมูลและโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความเสถียรของแหล่งจ่ายไฟ การหารือเรื่องแหล่งพลังงานหลักและโครงข่ายไฟฟ้าจึงตามมาด้วยเสมอ
นี่คือเหตุผลที่ห่วงโซ่ธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมาถูกพูดถึงในตลาดหุ้นอีกครั้ง ฮันกุกยองเจรายงานว่า มีการคาดการณ์ในตลาดว่าขนาดการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่เข้ามาในแผนฉบับที่ 12 อาจปรับเพิ่มขึ้นจากแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ใหม่ 2 แห่งที่บรรจุไว้ในแผนฉบับที่ 11
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ปริมาณการก่อสร้างที่ยืนยันแล้ว แต่เป็น 'การตีความของตลาด' ที่อ้างอิงจากการปรับคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าและการหารือเชิงนโยบายเท่านั้น ขนาดการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติมเข้ามา สัดส่วนแหล่งพลังงานแต่ละประเภท และแผนเสริมโครงข่ายส่งไฟฟ้า ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรอการกำหนดในกระบวนการจัดทำแผนพื้นฐานอุปสงค์-อุปทานไฟฟ้าต่อไป
บทวิเคราะห์จากฝั่งตลาดหุ้นเองก็ยังไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปตายตัวเกี่ยวกับผลประกอบการหรือทิศทางราคาหุ้นของแต่ละบริษัทได้ การรับงานและยอดขายจริงของบริษัทในห่วงโซ่ธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะขึ้นอยู่กับการยืนยันแผนของรัฐบาล วิธีการประมูลงาน กำหนดการก่อสร้าง และการได้สัญญาส่งออกไปต่างประเทศ
ในตลาดคริปโต การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ก็ถูกจับตาในฐานะตัวแปรแยกต่างหากเช่นกัน ตัวเลขคาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายปีในปี 2040 ตามสถานการณ์ปรับเพิ่มถูกคำนวณใหม่ไว้ที่ 885.1 เทราวัตต์ชั่วโมง
การลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI มีลักษณะเป็นการลงทุนด้านอุปกรณ์ที่โยงกันหลายส่วน ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน โครงข่ายส่งไฟฟ้า และเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้า TokenPost เคยรายงานเรื่อง กระแสที่ความต้องการไฟฟ้าจาก AI เชื่อมโยงกับการประเมินมูลค่าบริษัทโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไว้เช่นกัน
ประเด็นนี้สะท้อนว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นหุ้นเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่ลามไปถึงการหารือเรื่องระบบจ่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมโดยรวม ส่วนผลกระทบที่จะมีต่อบริษัทกลุ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างดูซาน เอเนอร์บิลิตี้ จะประเมินได้ชัดเจนขึ้นหลังทราบสัดส่วนแหล่งพลังงานสุดท้ายของแผนพื้นฐานอุปสงค์-อุปทานไฟฟ้าฉบับที่ 12 และกำหนดการประมูลงานจริง
ความคิดเห็น 0